• Home »
  • ติดอันดับ »
  • การประหารชีวิตนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในเมียนมาร์กระตุ้นให้เกิดความโกรธเกรี้ยวขึ้นทั่วโลก
การประหารชีวิตนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในเมียนมาร์กระตุ้นให้เกิดความโกรธเกรี้ยวขึ้นทั่วโลก

การประหารชีวิตนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยในเมียนมาร์กระตุ้นให้เกิดความโกรธเกรี้ยวขึ้นทั่วโลก

ดิ แอสโซซิเอทเต็ด เพรส

ความโกรธเกรี้ยวที่นานาชาติมีต่อรัฐบาลทหารของเมียนมาร์ในเรื่องประหารชีวิตนักโทษทางการเมืองทั้งสี่คนนั้นทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นไปอีกด้วยการประท้วงจากประชาชนและการประณามอย่างรุนแรง เช่นเดียวกับความกลัวว่าการแขวนคออาจทำให้เกิดการหยุดชะงักในความพยายามที่เริ่มต้นใหม่เพื่อยุติความรุนแรงที่รุมเร้าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้ นับตั้งแต่การทำรัฐประหารในเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

กองทัพของเมียนมาร์ยึดอำนาจจากรัฐบาลของนางอองซาน ซูจี ผู้นำที่ได้รับการเลือกตั้ง และกองทัพยังถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้บงการการสังหารหลายพันคนนอกกระบวนการยุติธรรม แต่การแขวนคอในปลายเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2565 นั้นเป็นการประหารชีวิตอย่างเป็นทางการครั้งแรกของประเทศในรอบหลายทศวรรษ

“เรารู้สึกว่านี่คืออาชญากรรมต่อมนุษยชาติ” นายไซฟุดดิน อับดุลละฮ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศมาเลเซีย กล่าวในการแถลงข่าวที่กัวลาลัมเปอร์กับ ดร.โนลีน เฮย์เซอร์ ผู้แทนพิเศษแห่งสหประชาชาติประจำเมียนมาร์

ข่าวการประหารชีวิตกระตุ้นให้เกิดการประท้วงอย่างรวดเร็วในเมืองย่างกุ้ง ซึ่งเป็นเมืองที่ใหญ่ที่สุดของเมียนมา ที่ซึ่งผู้ประท้วงออกมาตามท้องถนนแล้วหลบหนีไปก่อนที่ทางการจะเผชิญหน้ากับพวกเขา การประท้วงยังเกิดขึ้นที่อื่นด้วย

เมียนมาร์เป็นสมาชิกของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้หรืออาเซียน ซึ่งพยายามดำเนินการตามฉันทามติห้าข้อที่ได้บรรลุในเมียนมาเมื่อ พ.ศ. 2564 เพื่อเรียกร้องให้มีการเจรจา ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม การยุติความรุนแรงทันที และการเยือนโดยผู้แทนพิเศษเพื่อพบปะทุกฝ่าย

จากการประหารชีวิต นายอับดุลละฮ์กล่าวว่า “เรามองเห็นสิ่งนี้เป็นเหมือนกับว่ารัฐบาลทหารของเมียนมาร์กำลังเยาะเย้ยกระบวนการฉันทามติห้าข้อ”

ดร. เฮย์เซอร์กล่าวว่า องค์การสหประชาชาติมองว่าการประหารชีวิตเป็นการละเมิดสิทธิที่จะมีชีวิต เสรีภาพ และความมั่นคงของบุคคลอย่างโจ่งแจ้ง

ในกรุงเทพฯ ประเทศไทย มีผู้ประท้วงหลายร้อยคนประท้วงอยู่นอกสถานทูตเมียนมาร์ที่อยู่ใกล้เคียง โบกธงชาติ และกู่ร้องคำขวัญ (ภาพ: ประชาชนชาวเมียนมาร์ในกรุงเทพฯ ประเทศไทยถือภาพของนางอองซาน ซูจี ผู้นำที่ถูกปลด พร้อมกับประท้วงการประหารนักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยสี่คนโดยรัฐบาลทหารของเมียนมาร์ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2565)

“เผด็จการใช้อำนาจของตนตามอำเภอใจ” ชายหนุ่มตะโกนผ่านโทรโข่งต่อฝูงชน บางคนโบกรูปนางอองซาน ซูจี และคนที่ถูกประหารชีวิตทั้งสี่คน “เราไม่สามารถทนต่อสิ่งนี้ได้อีกต่อไป”

ในบรรดานักโทษที่ถูกประหารชีวิต มีนายเพียว เซยา ตอว์ อายุ 41 ปี อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติจากพรรคของนางอองซาน ซูจี และนายจ่อ มิน ยู อายุ 53 ปี นักเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยที่รู้จักกันในชื่อ โค จิมมี่ ทั้งสี่คนถูกพิจารณาคดี ถูกตัดสินว่ามีความผิด และถูกตัดสินลงโทษโดยศาลทหารอย่างไร้โอกาสที่จะอุทธรณ์

พล.ต. ซอ มิน ตุน โฆษกกองทัพของเมียนมาร์ อ้างว่าการประหารชีวิตนั้นเป็นไปเพื่อ “เสถียรภาพภายในประเทศ”

อย่างไรก็ตาม ทั่วโลกมีการเรียกร้องให้หยุดการประหารชีวิตและประณามสิ่งที่มองเห็นได้ว่าเป็นการสังหารที่มีแรงจูงใจทางการเมือง

“นี่เป็นการกระทำที่ป่าเถื่อนโดยรัฐบาลทหารเมียนมา” นางนาไนอา มาฮูทา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศนิวซีแลนด์ กล่าว “นิวซีแลนด์ขอประณามการกระทำเหล่านี้อย่างรุนแรงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

นางเพนนี หว่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศออสเตรเลีย กล่าวว่าเธอรู้สึกหวาดกลัวกับการประหารชีวิต

ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์เข้าร่วมกับแคนาดา สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น นอร์เวย์ เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกาในแถลงการณ์ร่วมที่ประณามการประหารชีวิต

อาเซียนประณามการประหารชีวิตดังกล่าวว่า “เป็นเรื่องที่เลวทรามอย่างยิ่ง” และกล่าวว่าเมียนมาร์แสดงถึงความล้มเหลวต่อความพยายามของกลุ่มในการอำนวยความสะดวกในการเจรจาระหว่างรัฐบาลทหารและกลุ่มเพื่อประชาธิปไตย

ภาพจาก: รอยเตอร์

หุ้น