แผนการดำเนินงานสำหรับ จักรวรรดิคอมมิวนิสต์สากล

เรื่องเด่น

จากการต่อต้านการปรับปรุงระเบียบระหว่างประเทศ พรรคคอมมิวนิสต์จีน ปรารถนาจะใช้อำนาจครอบงำแม้จะมีเสียงปฏิเสธ

เรื่องโดย ดร. จิงห่าว โจว /วิทยาลัยโฮบาร์ต แอนด์ วิลเลียม สมิธ | ภาพโดย ดิแอสโซซิเอทเต็ด เพรส

เมื่อเศรษฐกิจจีนตกต่ำลงในช่วงต้นทศวรรษ 1980 (พ.ศ. 2523 – 2532) พรรคคอมมิวนิสต์จีนให้คำปฏิญาณอย่างต่อเนื่องว่า รัฐบาลจีนจะไม่ส่งออกรูปแบบการพัฒนาและแสวงหาในลักษณะการใช้อำนาจครอบงำโลก ในความเป็นจริง การสร้างกองทัพที่รวดเร็วของพรรคคอมมิวนิสต์จีน การโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองอย่างแข็งขัน และการปิดกั้นอุดมการณ์ ตลอดจนแผนเศรษฐกิจที่ทะเยอทะยาน เช่น ยุทธศาสตร์เมดอินไชน่า พ.ศ. 2568 และโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ระบุว่ารัฐบาลจีนต้องการแปลงอำนาจทางเศรษฐกิจภายในของประเทศให้เป็นอำนาจครอบงำทั่วโลกโดยการจัดตั้งจักรวรรดิคอมมิวนิสต์สากลที่มีจีนเป็นศูนย์กลาง พรรคคอมมิวนิสต์จีนพิสูจน์ความทะเยอทะยานของตนโดยยึดหลัก “สร้างความเกรียงไกรให้ชาติจีนอีกครั้ง” หรือความฝันในแบบจีน ซึ่งนายสี จิ้นผิง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้สนับสนุนตั้งแต่เริ่มมีอำนาจใน พ.ศ. 2555 เป็นการสร้าง “ชุมชนแห่งอนาคตร่วมกันสำหรับมนุษยชาติ”

ผู้ยุติการดำเนินงานของสถาบันระหว่างประเทศที่มีศักยภาพ

แทบเป็นไปไม่ได้ที่ประเทศใด ๆ จะกลายเป็นประเทศที่มีอำนาจนอกสถาบันระหว่างประเทศ จีนที่เผชิญหน้ากับสถาบันระหว่างประเทศได้รับความเสียหายอย่างมากทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองภายใต้มาตรการคว่ำบาตรระหว่างประเทศในช่วง 26 ปีแรกภายใต้การควบคุมในระบอบคอมมิวนิสต์ของนายเหมา เจ๋อตง ในช่วงต้นทศวรรษที่ 1950 (พ.ศ. 2493 – 2502) นายเหมาประกาศว่าจีนที่เพิ่งก่อตั้งขึ้นใหม่จะก้าวทันสหราชอาณาจักรในอีก 15 ปี และก้าวข้ามสหรัฐอเมริกาในอีกสองทศวรรษ อย่างไรก็ตาม จีนคอมมิวนิสต์ได้ล่มสลายเมื่อนายเหมาเสียชีวิตใน พ.ศ. 2519 ภายใต้การนำของนายเติ้ง เสี่ยวผิง จีนได้ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ความเป็นปรปักษ์ต่อการมีส่วนร่วม และเริ่มเข้าร่วมกับสถาบันระหว่างประเทศเพื่อตอบสนองต่อความทะเยอทะยานระดับโลกของพรรคคอมมิวนิสต์จีน กลยุทธ์ที่สงบเสงี่ยมของนายเติ้ง ได้รับการออกแบบมาเพื่อซื้อเวลาและสร้างจักรวรรดิคอมมิวนิสต์อย่างเงียบ ๆ

จีนได้รับประโยชน์อย่างมากจากสถาบันระหว่างประเทศในยุคหลังการปกครองของนายเหมา แต่พรรคคอมมิวนิสต์ไม่เคยพึงพอใจกับสถาบันระหว่างประเทศ พรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่เพียงแต่ยอมรับระเบียบระหว่างประเทศเท่านั้น แต่ยังดำเนินการได้อย่างมีประสิทธิภาพในฐานะผู้มีบทบาทสามด้าน คือ ผู้ยุติที่มีศักยภาพ ผู้เข้าร่วมที่ได้รับการคัดเลือก และผู้รับได้ผลประโยชน์จากองค์กรระหว่างประเทศ ในช่วงต้น พ.ศ. 2539 หนังสือ “ไชน่า แคน เซย์ โน” ที่เขียนโดยกลุ่มชาตินิยมจีน ได้แสดงความไม่พอใจของจีนต่อระเบียบระหว่างประเทศ โดยเรียกร้องให้รัฐบาลลุกขึ้นต่อต้านสหรัฐฯ ใน พ.ศ. 2549 ได้มีหนังสือจากนักเขียนต่าง ๆ ออกตามมา เช่น “อันแฮปปี้ ไชน่า” ได้แสดงความไม่พอใจของจีนต่อระเบียบระหว่างประเทศ และสนับสนุนให้จีนขึ้นเป็นประเทศมหาอำนาจสูงสุด เพื่อปลุกระดมลัทธิชาตินิยมของจีน พรรคคอมมิวนิสต์จีนอ้างว่าจีนควรได้รับสิ่งที่พรรคต้องการเนื่องจากรัฐบาลตะวันตกข่มเหงจีนในช่วงศตวรรษแห่งความอัปยศดังกล่าว

ในมุมมองของพรรคคอมมิวนิสต์จีน เป็นเรื่องยากมากที่จะบรรลุความฝันของจีนภายใต้ระเบียบระหว่างประเทศ เพราะสิ่งนี้สร้างขึ้นโดยสหรัฐฯ และได้รับการสนับสนุนจากสามระบบ: ค่านิยมของสหรัฐฯ หรือตะวันตก พันธมิตรทางทหารที่นำโดยสหรัฐฯ และสหประชาชาติรวมทั้งสถาบันต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง กลยุทธ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่มีต่อสถาบันระหว่างประเทศมีการเปลี่ยนแปลงเป็นครั้งคราวตามอำนาจเบ็ดเสร็จของประเทศ เนื่องจากจีนค่อย ๆ แข็งแกร่งทางเศรษฐกิจ จีนจึงเริ่มท้าทายสถาบันระหว่างประเทศในช่วงปลายทศวรรษ 1990 (พ.ศ. 2533-2542) และเริ่มเปลี่ยนแปลงจากกลยุทธ์ที่สงบเสงี่ยมของนายเติ้งเป็นกลยุทธ์ที่แข็งกร้าว หลังจากที่จีนกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลกใน พ.ศ. 2553 นับตั้งแต่สหรัฐฯ ปฏิเสธข้อเสนอของรัฐบาลจีนด้านความสัมพันธ์ทวิภาคีอันยิ่งใหญ่รูปแบบใหม่ จีนได้เสร็จสิ้นการเปลี่ยนแปลงจากยุทธศาสตร์รัฐแบบลูกผสม “แบบก้ำกึ่ง” เป็นยุทธศาสตร์รัฐแบบแข็งแกร่ง โดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูสถานะมหาอำนาจทางการปกครองในแถบเอเชียตะวันออก ซึ่งจักรวรรดิจีนเคยมีมาก่อนหน้าศตวรรษที่ 19

การโฆษณาชวนเชื่อคือหัวใจสำคัญของรัฐบาลจีนในการบรรลุเป้าหมายของตน พรรคคอมมิวนิสต์จีนเข้าร่วม “วาทกรรมสงคราม” ทั่วโลกเพื่อควบคุมเรื่องราวที่ภายนอกบอกเล่าเกี่ยวกับจีน เพราะตนตระหนักว่า ผู้ใดที่ควบคุมสิทธิในการพูด ย่อมเป็นผู้ควบคุมระบบระหว่างประเทศ รัฐบาลจีนได้จัดตั้งสถาบันขงจื๊อกว่า 1,000 แห่งทั่วโลก เพื่อส่งเสริมการโฆษณาชวนเชื่อในมหาวิทยาลัยและวิทยาลัยในต่างประเทศ ค่าใช้จ่ายตัวแทนต่างประเทศของจีนในสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นจาก 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 303 ล้านบาท) ใน พ.ศ. 2559 เป็น 64 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.1 พันล้านบาท) ใน พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นถึงห้าเท่า ทั้งนี้ เพื่อขยายอิทธิพลในบริบททางธุรกิจ การเมือง และสังคมของสหรัฐฯ ตามรายงานของศูนย์ตอบสนองทางการเมือง ซึ่งเป็นกลุ่มวิจัยที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดตั้งอยู่ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เดอะไชน่าสกรีน ซึ่งเป็นป้ายโฆษณาดิจิทัลในไทม์สแควร์ของนครนิวยอร์ก ถือเป็นสัญลักษณ์การโฆษณาชวนเชื่อของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในสหรัฐฯ ได้ฉายภาพแสดงอุดมการณ์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนตลอด 24 ชั่วโมง ไชน่าเรดิโออินเตอร์เนชันแนล ครองสัญญาแต่เพียงผู้เดียวในการออกอากาศจากสถานีวิทยุมากกว่าสิบสองแห่งในสหรัฐฯ ในขณะที่ไชน่าเดลีลงข่าวในหนังสือพิมพ์ เช่น เดอะวอชิงตันโพสต์ นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังได้ใช้สื่อตะวันตกอื่น ๆ รวมถึง เฟซบุ๊ก และทวิตเตอร์ เพื่อเผยแพร่การโฆษณาชวนเชื่อที่กำหนดเป้าหมายกลุ่มผู้ใช้ทั่วโลก การโฆษณาชวนเชื่อดังกล่าวมุ่งเป้าหมายที่ชาวจีนในต่างประเทศ และชาวต่างชาติที่ไม่ใช่ชาวจีน เพื่อสร้างมุมมองเชิงบวกต่อพรรคคอมมิวนิสต์จีน ส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติในประเทศจีน หยุดยั้งเสียงต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์จีน และส่งเสริมความรู้สึกต่อต้านชาวอเมริกัน อิทธิพลอันชั่วร้ายของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในสหรัฐฯ และสังคมเสรีอื่น ๆ
มีการกระทำอย่างเป็นระบบ

สมาชิกคณะกรรมการการเงินและการคลังระหว่างประเทศเข้าร่วมการประชุมประจำปีของธนาคารโลก/กองทุนการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งมักจัดขึ้นในกรุงวอชิงตัน ดี .ซี. โดยจีนกำลังรณรงค์ให้มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศที่มีอธิปไตยสูงสุดเพื่อยกระดับฐานะในระบบการเงินระหว่างประเทศ

กฎระเบียบระหว่างประเทศที่คลุมเครือ

พรรคคอมมิวนิสต์จีนกำลังท้าทายความสงบเรียบร้อยระหว่างประเทศโดยการกำหนดความหมายของกฎระเบียบระหว่างประเทศจากการใช้งานเครื่องมือทรงอานุภาพทั้งหมด ในเวทีด้านความมั่นคง รัฐบาลคอมมิวนิสต์จีนยืนยันว่านับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง การเพิ่มจำนวนของนิวเคลียร์เป็นไปตามความสงบเรียบร้อยระหว่างประเทศซึ่งนำโดยสหรัฐฯ เมื่อประเทศประชาธิปไตย เช่น อิสราเอลและอินเดียแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐฯ ได้ปรับใช้นโยบายคลุมเครือตามที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนกล่าวอ้าง เมื่อประเทศต่าง ๆ เช่น อิหร่าน อิรัก ลิเบีย และเกาหลีเหนือแสวงหาอาวุธนิวเคลียร์ สหรัฐฯ ได้ออกมาตรการคว่ำบาตร พรรคคอมมิวนิสต์จีนจึงเดินหน้าเพื่อเปลี่ยนแปลงกฎระเบียบและค่านิยมที่ตนยึดถือ

ในประเด็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จีนได้เน้นย้ำ “ความรับผิดชอบร่วมกันแต่แตกต่าง” ในการประชุมระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในขณะที่ประเทศมหาอำนาจตะวันตกเชื่อว่าประเทศกำลังพัฒนาและประเทศที่พัฒนาแล้ว ควรมีความรับผิดชอบเท่าเทียมกัน จีนเป็นตัวแปรสำคัญในการปิดกั้นข้อตกลงด้านสภาพภูมิอากาศในการประชุมสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก เมื่อ พ.ศ. 2552 และไม่ได้ให้คำมั่นสัญญาที่เป็นรูปธรรมในการประชุมเสมือนจริงสุดยอดผู้นำด้านสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2564 สัญญาของนายสีคลุมเครือไร้ซึ่งแผนปฏิบัติการใด ๆ ในทางตรงกันข้าม คณะบริหารของประธานาธิบดี โจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯ ได้ประกาศแผนการที่ทะเยอทะยานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศลงร้อยละ 50 – 52 ภายใน พ.ศ. 2573 จากระดับของ พ.ศ. 2548

ในด้านการเงิน จีนได้สนับสนุนการแยกตัวออกจากประเด็นทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างแน่นหนา เพื่อหลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวทางการเมืองในด้านเศรษฐกิจและการเงิน และพยายามปกป้องระบอบการปกครองแบบเผด็จการทั่วโลก จีนได้ผลักดันเพื่อรับการกำหนดสิทธิพิเศษในการถอนเงินสำหรับสกุลเงินของตน คือสกุลเหรินหมินปี้ เมื่อ พ.ศ. 2559 และสนับสนุนสกุลเงินทุนสำรองที่มีอำนาจอธิปไตยสูงสุดทั่วโลกเพื่อยกระดับฐานะของตนในระบบการเงินระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีการนำสกุลเหรินหมินปี้มาทดสอบใช้ชำระค่าใช้จ่ายในระดับสากลเพื่อลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐสำหรับการทำธุรกรรมเหล่านี้ จีนกำลังนำเสนอสกุลเงินดิจิทัลที่มีแผนจะเปิดตัวในการแข่งขันกีฬาโอลิมปิกฤดูหนาว พ.ศ. 2565 ที่กรุงปักกิ่ง ในความพยายามที่จะยืนยันตัวตนในฐานะผู้นำระดับโลกทางเทคโนโลยีด้านการชำระเงิน รูปแบบดิจิทัลของสกุลเหรินหมินปี้ยังมีวัตถุประสงค์ในการสร้างประสิทธิภาพต่อเศรษฐกิจจีนเพื่อท้าทายความยิ่งใหญ่ของเงินดอลลาร์สหรัฐ

ผู้เข้าร่วมที่ได้รับการคัดเลือกและผู้ได้รับผลประโยชน์

พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ใช้สถาบันระหว่างประเทศเป็นแพลตฟอร์มเพื่อเพิ่มผลประโยชน์และขยายอิทธิพลไปทั่วโลก โดยทั่วไปแล้ว รัฐบาลจีนคัดค้านแนวทางการเมืองของโลกาภิวัตน์แต่สนับสนุนด้านเศรษฐกิจ เพื่อให้บรรลุจุดสูงสุดทางเทคโนโลยีและส่งออกรูปแบบการพัฒนาไปยังประเทศต่าง ๆ ในซีกโลกทางใต้และที่อื่น ๆ จีนใช้ช่องโหว่ของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อส่งเสริมการแข่งขันทางการค้าอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อจีนได้รับอนุญาตให้เข้าถึงองค์การการค้าโลกใน พ.ศ. 2544 รัฐบาลจีนสัญญาว่าจะปฏิรูประบบเศรษฐกิจเพื่อตอบสนองความต้องการขององค์กร แต่ไม่สามารถปฏิบัติตามพันธสัญญาอีกหลายข้อ

โดยส่วนใหญ่จีนต้องมีส่วนรับผิดชอบในการโจรกรรมทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ กว่าร้อยละ 80 ของคดีทั้งหมดที่ถูกตั้งข้อหาว่าเป็นการสอดแนมทางเศรษฐกิจนั้นเกี่ยวข้องกับประเทศจีน และร้อยละ 60 ของคดีลับทางการค้าทั้งหมดก็เกี่ยวข้องกับประเทศจีน ตามรายงานของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ จีนกระทำการโจรกรรมทรัพย์สินทางปัญญาของสหรัฐฯ ที่มีมูลค่า 2.25 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐถึง 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 7.5 ล้านล้านบาทถึง 19 ล้านล้านบาท) ต่อปี จีนเป็นผู้รับผลประโยชน์มานานหลายทศวรรษในขณะที่สหรัฐฯ ต้องแบกรับภาระในการจัดหาสินค้าสาธารณะ เพื่อรักษาความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองระหว่างประเทศ

คนงานจัดเตรียมพื้นที่จัดแสดงสำหรับงานแสดงรถยนต์ในเซี่ยงไฮ้ จีนมีส่วนรับผิดชอบต่อการโจรกรรมทรัพย์สินทางปัญญาส่วนใหญ่ของสหรัฐฯ รวมถึงกว่าร้อยละ 80 ของคดีที่ถูกตั้งข้อหาว่าเป็นการจารกรรมทางเศรษฐกิจทั้งหมด และร้อยละ 60 ของคดีเกี่ยวกับความลับทางการค้าทั้งหมด ตามรายงานของกระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ

จีนได้ใช้เงินจำนวนมากจากสถาบันระหว่างประเทศเพื่อส่งเสริมโครงการทั้งในและต่างประเทศของตน จีนได้กู้เงินจำนวน 450 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาท) เมื่อ พ.ศ. 2521 และ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท) เมื่อ พ.ศ. 2529 ด้วยสิทธิพิเศษในการถอนเงินจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งได้รับสินเชื่อสัมปทานสูงสุดถึง 9.95 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.3 แสนล้านบาท) จากสมาคมพัฒนาการระหว่างประเทศจนถึง พ.ศ. 2542 และกู้เงินจำนวน 3.98 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.3 ล้านล้านบาท) จากธนาคารระหว่างประเทศเพื่อการบูรณะและพัฒนาจนถึง พ.ศ. 2554 ในปัจจุบัน จีนเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลางระดับบนแต่ยังคงรับความช่วยเหลือทางการเงินจากประเทศที่พัฒนาแล้ว รวมถึงเยอรมนีและสหราชอาณาจักร รัฐบาลจีนใช้เงินดังกล่าวเพื่อซื้ออำนาจทั่วโลกและกดดันผู้ได้รับความช่วยเหลือจากจีนให้สนับสนุนจีน หรือให้สัมปทานทางการทูต องค์การอนามัยโลกได้ให้ความช่วยเหลือทางเทคนิคแก่จีนมูลค่ากว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.3 พันล้านบาท) แต่ในปัจจุบันจีนกำลังใช้การแจกจ่ายวัคซีนป้องกันโควิด-19 เพื่อล้มล้างประชาธิปไตย และแสวงอิทธิพลในระดับโลก

ผู้ต้องการก้าวหน้าในองค์กรระดับภูมิภาคและองค์กรระหว่างประเทศ

พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้เข้ามามีบทบาทในสถาบันระหว่างประเทศมากขึ้น โดยการเพิ่มอำนาจของตนในหน่วยงานเหล่านี้ จีนเป็นสมาชิกขององค์กรระหว่างประเทศมากกว่า 200 แห่ง และมีตำแหน่งสูงสุดในหน่วยงานเฉพาะทาง 4 ตำแหน่งจาก 15 ตำแหน่งในองค์การสหประชาชาติ รวมถึงตำแหน่งระดับสูง อื่น ๆ อีกมากมายในองค์กรระดับโลก พรรคคอมมิวนิสต์จีนพยายามแต่ไม่ได้รับตำแหน่งสูงสุดในองค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลกขององค์การสหประชาชาติเมื่อสองปีก่อน จีนพยายามแสดงบทบาทการเป็นผู้นำในองค์กรพหุภาคี เช่น บริกส์ (บราซิล รัสเซีย อินเดีย จีน และแอฟริกาใต้) สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชียแปซิฟิก

จีนได้ริเริ่มองค์กรพหุภาคีที่นำโดยจีน รวมถึงเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศจีน-อาหรับ เวทีความร่วมมือระหว่างประเทศจีน-อาฟริกา และเขตการค้าเสรีอาเซียน ใน พ.ศ. 2544 จีนได้จัดตั้งองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นพันธมิตรทางการเมืองเศรษฐกิจและความมั่นคงของยูเรเชีย ใน พ.ศ. 2558 จีนเริ่มต้นส่งเสริมธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย และแสดงความเต็มใจที่จะแสดงบทบาทเป็นผู้นำในการสร้างและบำรุงรักษาธนาคาร ธนาคารมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงปักกิ่ง และมีสมาชิก 103 แห่งและสมาชิกที่คาดหวังไว้ 21 แห่งจากทั่วโลก

หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางเป็นโครงการที่ทะเยอทะยานของจีนในการขยายอิทธิพลไปทั่วโลกด้วยการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการพัฒนาของจีน การพัฒนาความสัมพันธ์ทางการค้าหลากหลายด้าน และการจัดตั้งกรอบการค้าระหว่างประเทศรูปแบบใหม่ ความพยายามทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างระเบียบระดับภูมิภาคและระดับโลกขึ้นใหม่ ซึ่งขับเคลื่อนโดยผู้นำของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลจีนยังคงใช้ไม้แข็งในเวทีการเมืองระหว่างประเทศ โดยธรรมชาติแล้ว ค่านิยมของพรรคคอมมิวนิสต์จีนจะตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิงกับสิ่งที่ถือว่าเป็นค่านิยมสากลและสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้ข่มเหงนักเคลื่อนไหวทางการเมืองและศาสนาในประเทศอย่างต่อเนื่องในนามของการให้ความสำคัญกับ “สิทธิมนุษยชนส่วนรวม” และ “สิทธิในการพัฒนา” ในขณะเดียวกันก็ต่อต้านการประณามการละเมิดสิทธิมนุษยชนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติไม่เคยผ่านมติการประณามการละเมิดสิทธิมนุษยชนของจีน เมื่อใดก็ตามที่มีการเสนอมติดังกล่าวในการประชุมประจำปีของคณะมนตรี ประเทศสมาชิกส่วนใหญ่จะสนับสนุนการเคลื่อนไหวที่ไม่มีการตอบสนองใด ๆ จากจีนหรือจากหนึ่งในประเทศที่สนับสนุนจีน

นอกจากนี้ จีนยังได้พัฒนาทักษะต่าง ๆ เพื่อให้เพียงพอต่อการเจรจาในการเจรจาพหุภาคี โดยมีการแสดงท่าทีว่าจะอ่อนข้อลงเพื่อแลกกับผลประโยชน์อื่น ๆ ด้วยเหตุนี้ จีนจึงยังคงเป็นประเทศที่มีสถิติด้านสิทธิมนุษยชนที่เลวร้ายที่สุดในโลก และได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่คุมขังผู้สื่อข่าวมากที่สุดใน พ.ศ. 2563

นายหยาง เจี๋ยฉือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน กล่าวในพิธีเปิดการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับจีนที่เมืองแองเคอเรจ รัฐอะแลสกา เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2564

ผลที่ตามมาของภัยคุกคามจากจีน

เป้าหมายของพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีหลายแง่มุม ซึ่งเป็นความต้องการในการรักษาไว้ซึ่งระบบพรรคเดียว โดยการรวมประเทศที่เรียกว่าจีนแผ่นดินใหญ่ ซึ่งได้แก่ ฮ่องกง มาเก๊า จีนแผ่นดินใหญ่ และไต้หวันเข้าด้วยกัน และเปลี่ยนทะเลจีนใต้ให้เป็นทะเลสาบชั้นในของตน นอกจากนี้ จีนยังหมายมั่นที่จะเป็นประเทศมหาอำนาจของโลกอีกด้วย สำหรับก้าวแรกเพื่อไปยังเป้าหมายสูงสุด พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้พัฒนาแนวคิดที่ว่า “ประชาชนชาวเอเชียจะเป็นผู้ดำเนินกิจการของเอเชีย” แนวคิดดังกล่าวถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการสถาปนาความเป็นผู้นำของภูมิภาคเพื่อเป็นรากฐานสู่การครองอำนาจระดับโลก โดยได้ทำลายพันธมิตรในภูมิภาคของสหรัฐฯ และขับไล่สหรัฐฯ ออกจากอินโดแปซิฟิก

จีนก่อให้เกิดความท้าทายอย่างร้ายแรงต่อผลประโยชน์ด้านต่าง ๆ
ของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึงเศรษฐกิจ ค่านิยม และการทหาร ในรายงานประจำ พ.ศ. 2563 ที่ยื่นต่อรัฐสภา กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ระบุชัดเจนว่าเป้าหมายของกองทัพปลดปล่อยประชาชนคือการเป็นกองทัพระดับโลกให้ได้ภายใน พ.ศ. 2592 รายงานล่าสุดของบริษัท แรนด์ คอร์ปอเรชัน ที่ชื่อว่า “ภารกิจของจีนในการเป็นผู้นำโลก” ได้คาดการณ์ว่าหากสหรัฐฯ ไม่สามารถรักษาตำแหน่งผู้นำโลกไว้ได้ สหรัฐฯ อาจกลายเป็นประเทศชายขอบในเอเชีย

สถาบันวิจัยส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจีนจะแซงหน้าสหรัฐฯ จีนจะเรืองอำนาจและจะพยายามชักนำโลกให้ออกห่างจากค่านิยมประชาธิปไตยและหลักนิติธรรม ทศวรรษที่กำลังจะมาถึงนี้จะมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งสองประเทศและประชาคมโลก ในอดีตมีการแข่งขันกันของมหาอำนาจต่าง ๆ เช่น สหรัฐฯ กับสหราชอาณาจักร, สหรัฐฯ กับรัสเซีย และสหรัฐฯ กับญี่ปุ่น เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ดร. จอห์น เมียร์ไชเมอร์ นักรัฐศาสตร์และนักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศชาวอเมริกัน ได้ตั้งข้อสังเกตว่าการแข่งขันของมหาอำนาจยังไม่สิ้นสุดลง ประเทศมหาอำนาจต่าง ๆ ยังคงเกรงกลัวซึ่งกันและกัน และการแข่งขันด้านความมั่นคงที่อันตรายก็เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า

จีนได้เตรียมความพร้อมสำหรับการต่อสู้กับสหรัฐฯ ในสามแง่มุม ได้แก่ มุ่งเน้นการให้ความสำคัญในประเทศและเน้นนโยบายการพึ่งพาตนเองหรือลดการพึ่งพาสหรัฐฯ ในขณะเดียวกันก็ทำให้ประเทศอื่นทั่วโลกพึ่งพาจีนมากขึ้น และเร่งการขยายอิทธิพลของจีนในต่างประเทศ นายสีกล่าวต่อสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์จีนว่า “ต้นตอของความวุ่นวายที่ใหญ่ที่สุดของโลกในปัจจุบันก็คือสหรัฐอเมริกา” นับเป็นการระบุว่าสหรัฐฯ เป็นศัตรูของจีน

เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2564 ในการเจรจาระดับสูงแบบตัวต่อตัวครั้งแรกระหว่างจีนและสหรัฐฯ ภายใต้การนำของประธานาธิบดีไบเดน เจ้าหน้าที่ทางการทูตระดับสูงของจีนได้วิพากษ์วิจารณ์โจมตีการเมืองของสหรัฐฯ และคำสั่งระหว่างประเทศที่นำโดยสหรัฐฯ เป็นเวลา 18 นาที นายหยาง เจี๋ยฉือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ยืนกรานว่าสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นตัวแทนของโลก และจีนจะปฏิบัติตามระบบสังคมนิยมของตนเองเนื่องจากดีกว่าประชาธิปไตยของตะวันตก

ล่าสุด นายสีให้คำจำกัดความแนวโน้มการพัฒนาของยุคหลังการระบาดใหญ่ว่าเป็น “ขาขึ้นของตะวันออกและขาลงของตะวันตก” โดยกล่าวว่าถึงเวลาแล้วที่จีนจะเผชิญหน้ากับโลกด้วยความมั่นใจ ในแถลงการณ์ล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ของนายสีซึ่งตีพิมพ์ในวารสารอย่างเป็นทางการของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ชื่อว่า ฉิวซื่อ นายสีได้ระบุว่าโลกกำลังเกิดความวุ่นวายและจีนควรคว้าโอกาสนี้ไว้ นายสีอ้างว่าไม่มีใครเอาชนะจีนได้ นายสีได้ให้คำมั่นว่าจะฟื้นฟูจีนให้มีสถานะเป็นประเทศมหาอำนาจภายใน พ.ศ. 2592 พรรคคอมมิวนิสต์จีนมีโลกทัศน์และแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจน ดังนี้ จีนได้ละทิ้งนโยบายต่างประเทศแบบ “สงบเสงี่ยม” ของนายเติ้งโดยสิ้นเชิง และขณะนี้กำลังเดินหน้าไปในทิศทางตรงกันข้ามกับระเบียบระหว่างประเทศที่นำโดยสหรัฐฯ เมื่อวันครบรอบ 100 ปีของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2564 นายสีได้กล่าวเตือนกองกำลังต่างชาติว่า ผู้ใดก็ตามที่ต้องการกลั่นแกล้งจีนจะต้อง “เลือดนองศีรษะเมื่อต้องปะทะกับกำแพงเหล็กที่หลอมขึ้นโดยประชาชนกว่า 1.4 พันล้านคน”

ภาพที่เลือนรางของผู้ประท้วงหลายพันคนเดินขบวนบนท้องถนนในฮ่องกงเมื่อ พ.ศ. 2562 เพื่อต่อต้านร่างกฎหมายส่งผู้ร้ายข้ามแดนซึ่งถูกต่อต้านอย่างหนัก แนวคิดคอมมิวนิสต์และระเบียบวิถีปิตาธิปไตยแบบจีนไม่ได้รับความนิยมในประเทศจีนหรือทั่วโลกอีกต่อไป

อนาคตของการแข่งขันด้านความมั่นคงเชิงยุทธศาสตร์

อนาคตของความสงบเรียบร้อยของโลกจะขึ้นอยู่กับวิธีการที่สหรัฐฯ และประชาคมโลกตอบสนองต่อความท้าทายที่ครอบคลุมของจีนเป็นหลัก มีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับภัยคุกคามของจีนหลายประการ นักวิเคราะห์บางท่านแย้งว่าจีนได้รับผลประโยชน์มหาศาลจากระเบียบระหว่างประเทศในปัจจุบันและจีนไม่มีความคิดที่จะล้มเลิกระเบียบดังกล่าว นักวิเคราะห์อีกส่วนแย้งว่าแม้ว่ารัฐบาลจีนจะมีเป้าหมายหลายประการที่ขัดแย้งกับสหรัฐฯ แต่บทบาทของจีนในสถาบันระหว่างประเทศก็ยังคงเป็นประโยชน์ต่อประชาคมโลก รวมถึงสหรัฐฯ และนอกจากนี้ยังมีผู้ที่เชื่อว่าอิทธิพลในระดับโลกของจีนมีจำกัด เนื่องจากจีนใช้หลักการนโยบายต่างประเทศและแนวทางการมีบทบาทในสังคมระหว่างประเทศ ยังคงมีนักวิเคราะห์บางท่านที่แย้งว่าสื่อสหรัฐฯ กล่าวเกินจริงถึงภัยคุกคามด้านความมั่นคงของจีน เนื่องจากระเบียบระหว่างประเทศมีความซับซ้อนและมีหลายชั้น ดังนั้นจึงยากที่จะล้มเลิก

รายงาน “แนวโน้มโลก พ.ศ. 2583” ของสภาข่าวกรองแห่งชาติสหรัฐฯ ระบุถึงสถานการณ์ 5 สถานการณ์ ได้แก่ สหรัฐฯ และพันธมิตรจะยังคงเป็นผู้นำในระบบระหว่างประเทศต่อไป โดยที่ระเบียบระหว่างประเทศนั้นจะไม่มีจุดมุ่งหมาย จะเกิดความวุ่นวายและความไม่มั่นคง สังคมประชาธิปไตยเริ่มแตกแยกกันมากขึ้น โลกจะตกอยู่ในภาวะอนาธิปไตยอย่างช้า ๆ และพันธมิตรระดับโลกที่นำโดยสหภาพยุโรปและจีนจะถือกำเนิดขึ้น

อนาคตของระเบียบระหว่างประเทศที่นำโดยสหรัฐฯ ยังคงมีแนวโน้มที่ดีอย่างไม่ต้องสงสัย

แม้ว่าความตั้งใจของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการปกครองโลกจะเป็นไปอย่างแน่วแน่ แต่ก็มีแนวโน้มที่จะถึงทางตัน เนื่องจากความฝันของจีนถือเป็นตัวแทนโลกทัศน์ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นหลัก แนวคิดคอมมิวนิสต์และระเบียบวิถีปิตาธิปไตยแบบจีนไม่ได้รับความนิยมในประเทศจีนหรือต่างประเทศอีกต่อไป การพัฒนาของจีนต้องพึ่งพาเทคโนโลยีและบริการระดับสูงของสหรัฐฯ เป็นอย่างมาก ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่จีนจะดำเนินนโยบายพึ่งพาตนเองได้ภายในระยะเวลาอันสั้น การแสวงหาประชาธิปไตยและเสรีภาพยังคงเป็นเป้าหมายหลักของโลกยุคโลกาภิวัตน์

มีประเทศต่าง ๆ จำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ กำลังยืนหยัดต่อสู้กับการขยายตัวในเชิงรุกของจีน แคนาดา สหภาพยุโรป และสห ราชอาณาจักร ได้ประสานงานคว่ำบาตรจีนในข้อหาละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อชนกลุ่มน้อย รัฐสภาสหภาพยุโรปผ่านญัตติในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2564 เพื่อระงับข้อตกลงในการลงทุนที่สหภาพยุโรปเสนอกับจีนอย่างเป็นทางการ และเรียกร้องให้สหภาพยุโรปเพิ่มการประสานงานกับสหรัฐฯ เพื่อรับมือกับจีน เยอรมนีได้ประกาศใช้กฎหมายห่วงโซ่อุปทาน โดยกำหนดให้บริษัทเยอรมนีจำกัดกิจกรรมของตนเอง ไม่ว่าจะภายในหรือภายนอกภูมิภาคซินเจียงในภาคตะวันตกเฉียงเหนือของจีนที่ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนถูกกล่าวหาว่าฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวอุยกูร์

สิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือ สหรัฐฯ ยังคงแข็งแกร่ง ในการแถลงข่าวครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2564 ประธานาธิบดีไบเดนกล่าวว่า จีนต้องการที่จะ “เป็นประเทศผู้นำโลก ประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในโลก และประเทศที่มีอำนาจมากที่สุดในโลก” อย่างไรก็ตาม เขาได้กล่าวเสริมว่า “ความต้องการของจีนจะไม่มีทางเกิดขึ้นภายใต้ความดูแลของผม”

ฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีไบเดนได้ปรับเปลี่ยนพันธมิตรให้แก่สหรัฐฯ ใหม่ เพื่อเสริมสร้างและปรับปรุงเครือข่ายระหว่างประเทศ สหรัฐฯ ได้เข้าร่วมองค์การอนามัยโลกและข้อตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอีกครั้ง และกำลังดำเนินการอย่างใกล้ชิดกับสหภาพยุโรป องค์การสนธิสัญญาป้องกันแอตแลนติกเหนือหรือ นาโต และกลุ่มประเทศอุตสาหกรรมชั้นนำ 7 ประเทศในประเด็นต่าง ๆ
เช่น เทคโนโลยี การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และสิทธิมนุษยชน เพื่อต่อต้านภัยคุกคามจากจีน ในอินโดแปซิฟิกหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สหรัฐฯ ได้สร้างพันธมิตรทางสนธิสัญญากับออสเตรเลีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ เกาหลีใต้ และไทย

ซึ่งรู้จักกันในชื่อ การเจรจาความมั่นคงจตุภาคี หรือ ควอด โดยมีออสเตรเลีย อินเดีย ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ให้ความร่วมมืออย่างใกล้ชิดในด้านเศรษฐกิจ การทหารและห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ ควอดยังดำเนินการฝึกซ้อมปฏิบัติการทางทหารระดับพหุภาคีและเชิญชวนให้ประเทศต่าง ๆ เข้าร่วมกับควอดมากขึ้น โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อยับยั้งความทะเยอทะยานที่จะเป็นมหาอำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

ในขณะเดียวกัน ช่องแคบไต้หวันและทะเลจีนใต้ได้กลายเป็นพรมแดนสำหรับการแข่งขันระหว่างจีนและสหรัฐฯ ไปเสียแล้ว และอาจเป็นการพิสูจน์การทดสอบครั้งแรกของมติของประชาคมโลกในการปิดกั้นเส้นทางของจีนไปสู่การเป็นมหาอำนาจระดับโลก ในขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนยืนยันว่าการรวมตัวกันอย่างสมบูรณ์ของจีนเป็นความมุ่งมั่นที่ไม่อาจสั่นคลอนของพรรค สหรัฐฯ กลับไม่เห็นว่าไต้หวันเป็นปัญหาในความสัมพันธ์กับจีนอีกต่อไป หากแต่เป็นโอกาสในการส่งเสริมอินโดแปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง ซึ่งนี่ไม่เพียงสะท้อนให้เห็นว่าการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐฯ มีความรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ของสหรัฐฯ ในการรักษาความมีอำนาจเหนือกว่าในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกต่อไป

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *