ปฏิญญาอาเซียนมุ่งคุ้มครองเด็กอพยพ

ปฏิญญาอาเซียนมุ่งคุ้มครองเด็กอพยพ

ทอม แอบกี

ประเทศสมาชิกของสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน ได้มุ่งมั่นที่จะช่วยเหลือเด็กหลายล้านคนในภูมิภาคที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์การย้ายถิ่นฐาน รวมถึงการคุ้มครองความเป็นอยู่ของผู้อพยพที่เป็นเยาวชนและการสร้างความมั่นใจในการเข้าถึงการดูแลสุขภาพและการศึกษา

“เราสามารถลดความเสี่ยงสำหรับเด็กลงและเอาชนะความท้าทายต่าง ๆ ได้เมื่อมีนโยบายที่เหมาะสมและได้รับการดำเนินการ” นางเดโบรา โคมินิ ผู้อำนวยการองค์การทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูนิเซฟ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก และนายอิกอร์ ดรีสแมนส์ เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปประจำอาเซียน กล่าวในแถลงการณ์ร่วมที่ออกเนื่องในวันผู้อพยพย้ายถิ่นสากลเมื่อกลางเดือนธันวาคม พ.ศ. 2564 “กรอบแนวคิดของอาเซียนมีความชัดเจนว่าเด็กจะไม่สูญเสียสิทธิเมื่ออพยพ ในความเป็นจริงแล้ว เด็กต้องการการคุ้มครองและการสนับสนุนที่ดีขึ้น”

ในแต่ละปี มีเด็กประมาณ 2 ล้านคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่พลัดถิ่น ขณะที่อีก 2 ล้านคนในภูมิภาคนี้เป็นผู้ลี้ภัยหรือผู้อพยพย้ายถิ่นสากล ตามรายงานของอาเซียน การรักษาสิทธิของผู้อพยพที่เป็นเยาวชนนั้นเป็นหนึ่งในเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์กรที่มีสมาชิกกว่า 10 ประเทศ (ภาพ: เด็กหญิงผู้อพยพคนหนึ่งรออยู่ในหมู่บ้านนอกเขตอำเภอแม่สอด ประเทศไทย ซึ่งใกล้กับชายแดนที่ติดกับเมียนมาร์ เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2565)

วิกฤตการณ์ด้านมนุษยธรรมทวีความรุนแรงขึ้นจากการทำรัฐประหารในเมียนมาร์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 และ “การก่อการร้ายที่ตามมาของกองทัพ” ในประเทศสมาชิกอาเซียนดังกล่าว ตามรายงานของเครือข่ายการย้ายถิ่นในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2564 เครือข่ายดังกล่าวระบุว่าประชาชนจำนวนกว่า 380,000 คน รวมถึงเด็ก ๆ ต้องพลัดถิ่นภายในประเทศและหลายหมื่นคนต้องหลบหนีออกจากเมียนมาร์ไปยังประเทศอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงกลุ่มสามัญชน สถาบันวิจัย และองค์กรเอกชนต่าง ๆ

ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิเด็กในบริบทของการอพยพและแผนปฏิบัติการระดับภูมิภาคที่เกี่ยวข้องเปิดโอกาสให้มีการแก้ไขข้อกังวลด้านความปลอดภัยของเด็กและเพิ่มความร่วมมือข้ามพรมแดนผ่านข้อตกลงทวิภาคี นางโคมินิและนายดรีสแมนส์กล่าว

เอกสารทั้งสองฉบับมีวัตถุประสงค์เพื่อรับรองสิทธิของผู้อพยพที่เป็นเยาวชนตามที่กำหนดไว้ในอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็ก ซึ่งได้รับการรับรองโดยประเทศสมาชิกอาเซียนทั้งหมด ตามรายงานของสำนักเลขาธิการอาเซียนในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย

นอกจากการขาดการบริการขั้นพื้นฐาน ผู้อพยพที่เป็นเยาวชนยังต้องเผชิญกับความเสี่ยง เช่น การแสวงหาผลประโยชน์จากผู้ลักลอบนำเข้าและค้ามนุษย์ การบังคับให้สมรส การเลือกปฏิบัติ ความรุนแรง และการกักขังโดยไม่เป็นธรรม

ประเทศสมาชิกอาเซียนได้ให้คำมั่นที่จะกวดขันนโยบายและขั้นตอนต่าง ๆ เพื่อปรับปรุงระบบการคุ้มครองเด็กผ่านแผนงานระดับภูมิภาค ซึ่งรวมถึงการจัดทำเอกสารประจำตัวของเด็กผู้อพยพ รวมถึงสูติบัตรที่ลงทะเบียนอย่างเป็นทางการ ตลอดจนการเสริมสร้างกรอบกฎหมายและนโยบาย การเพิ่มความพยายามของรัฐบาลในการคุ้มครองเด็กและสวัสดิการสังคมและการจัดสรรทรัพยากร

เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เด็กอยู่ในศูนย์กักกันผู้อพยพเป็นเวลานาน แผนงานนี้สนับสนุนการดำเนินการ “ทางเลือกชุมชนที่สะอาดและปลอดภัยและไม่มีการกักขัง” สำหรับเด็กที่เดินทางโดยลำพัง รัฐบาลอาเซียนจะดำเนินโครงการติดตามครอบครัวและการรวมกลุ่มด้วยเช่นกัน

แผนงานดังกล่าวได้รับการปรับใช้ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2564 และดำเนินการจนถึง พ.ศ. 2573 นอกเหนือจากระดับการเข้าถึงบริการคุ้มครองเด็กและความต้องการขั้นพื้นฐาน เช่น อาหาร น้ำ การศึกษา และการดูแลสุขภาพ ตัวชี้วัดความคืบหน้าของแผนงานดังกล่าวประกอบไปด้วยความพร้อมของนักสังคมสงเคราะห์และผู้ให้บริการอื่น ๆ ตลอดจนการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนและองค์กรระหว่างประเทศ

“นี่คือภูมิภาคที่พัฒนาอย่างไม่หยุดนิ่ง ซึ่งการอพยพสามารถมอบโอกาสและประโยชน์ให้แก่ครอบครัวและบุตรหลานได้” นางโคมินิและนายดรีสแมนส์กล่าว “แต่เด็กผู้อพยพและบุตรของผู้อพยพหลายล้านคนยังคงเผชิญกับความเสี่ยงต่าง ๆ ปัญหานี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้และต้องเปลี่ยนแปลง”

ทอม แอบกี เป็นผู้สื่อข่าวสมทบของฟอรัม รายงานจากประเทศสิงคโปร์

 

ภาพจาก: รอยเตอร์

หุ้น