• Home »
  • ติดอันดับ »
  • พลเมืองภูมิภาคอินโดแปซิฟิกต่อสู้เพื่อเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต
พลเมืองภูมิภาคอินโดแปซิฟิกต่อสู้เพื่อเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต

พลเมืองภูมิภาคอินโดแปซิฟิกต่อสู้เพื่อเสรีภาพทางอินเทอร์เน็ต

เจ้าหน้าที่ ฟอรัม

หลังจากที่กองทัพพม่ายึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 กองทัพได้เริ่มตัดการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคลและกับโลกภายนอกอย่างเป็นระบบ การจำกัดการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตแบบครอบคลุมตามมาอย่างรวดเร็วโดยวิธีการที่เรียกว่า “รายการที่อนุญาต” ซึ่งการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตบนมือถือถูกปิดกั้นยกเว้นเว็บไซต์และแอปพลิเคชันที่ได้รับการอนุมัติล่วงหน้า

วิธีการดังกล่าวเป็นวิธีที่กองทัพใช้ควบคุมการบอกเล่าเรื่องราวการทำรัฐประหาร และอาจใช้เพื่อปลูกฝังความหวาดกลัวด้วย “เราติดต่อสื่อสารกันไม่ได้อีกต่อไป และผู้คนต่างพากันตื่นตระหนก” ชาวพม่าคนหนึ่งกล่าวกับนิตยสารไวรด์ยูเค ชายคนดังกล่าวบอกว่าเขาถูกบังคับให้อยู่บ้านและรอว่าจะเกิดอะไรขึ้น “ไม่มีใครกล้าออกนอกบ้าน ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นบนถนนสายถัดไป หรือแม้แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองอื่น”

การเซ็นเซอร์นี้คือประเด็นสำคัญที่วันสากลแห่งการเข้าถึงข้อมูลแห่งสหประชาชาติพยายามป้องกันไม่ให้เกิดขึ้น การหวนรำลึกประจำปีในวันที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2564 ออกแบบมาเพื่อเน้นย้ำบทบาทของการเข้าถึงกฎหมายข้อมูล ตลอดจนวิธีกฎหมายข้อมูลสร้างสถาบันที่เข้มแข็งเพื่อสาธารณประโยชน์

การปิดอินเทอร์เน็ตเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในเมียนมาเป็นสิ่งที่ขัดแย้งต่อเสรีภาพในการแสดงออก ซึ่งในบางกรณีอาจละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศตามรายงานสรุปที่ยื่นโดยองค์กรสิทธิมนุษยชนในกรุงลอนดอน อาร์ติเคิล 19 “ข้อจำกัดทางอินเทอร์เน็ตได้ขัดขวางการประท้วงต่อต้านรัฐบาลทหาร ขัดขวางความพยายามในการช่วยเหลือบุคคลที่ถูกคุกคามโดยรัฐบาลทหาร ตลอดจนจำกัดการสื่อสารของข้อมูลเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิมนุษยชน” รายงานสรุปข้างต้นระบุ (ภาพ: ผู้ประท้วงคัดค้านการทำรัฐประหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 ในเมียนมาไม่นานก่อนเกิดเหตุการณ์ปิดอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศ)

เมียนมาไม่ใช่ประเทศเดียวในอินโดแปซิฟิกเมื่อพูดถึงการยับยั้งการแสดงออก สาธารณรัฐประชาชนจีนเป็นหนึ่งในประเทศที่สภาพแวดล้อมทางสื่อมีข้อจำกัดมากที่สุดในโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยอาศัยการเซ็นเซอร์เพื่อควบคุมข้อมูลในข่าว ทางออนไลน์ ตลอดจนในสื่อสังคมออนไลน์

รัฐบาลจีนยื่นฟ้องหมิ่นประมาทและจับกุมนักข่าวผู้ปฏิเสธที่จะเซ็นเซอร์ตัวเอง ใน พ.ศ. 2563 จีนเป็นประเทศที่มีข้อจัดกัดด้านสื่อมากที่สุดในโลก โดยมีนักข่าวที่ถูกตัดสินจำคุกจำนวน 47 ราย ตามรายงานของคณะกรรมการคุ้มครองนักข่าว ตามมาด้วยตุรกี 37 ราย อียิปต์ 27 ราย และซาอุดีอาระเบีย 24 ราย

ในขณะที่รัฐบาลเผด็จการคร่ำเคร่งกับการกระจายอำนาจ ประชาชนที่แสวงหาเสรีภาพยังคงหาวิธีที่จะได้รับข้อมูล เช่น องค์การเพื่อสื่อระดับโลกของสหรัฐอเมริกาดูแลเครือข่ายสื่อบริการสาธารณะ รวมถึงวอยซ์ออฟอเมริกา เรดิโอฟรีเอเชีย สำนักกระจายเสียงและแพร่ภาพกระจายเสียงคิวบา และเรดิโอฟรียุโรป/เรดิโอลิเบอร์ตี โดยมีผู้ชมรวมกันสัปดาห์ละ 354 ล้านคน เป้าหมายสำคัญประการหนึ่งขององค์การเพื่อสื่อระดับโลกของสหรัฐอเมริกา คือการส่งมอบเนื้อหาที่ไม่มีการเซ็นเซอร์ในสภาพแวดล้อมที่ถูกเซ็นเซอร์ บางครั้งผ่านทางการพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยให้ผู้คนสามารถเข้าถึงและแบ่งปันเนื้อหาได้โดยไม่ถูกตรวจจับ

และบางครั้ง พลเมืองในสังคมที่ถูกกดขี่ก็หาวิธีที่จะสื่อสารด้วยตนเอง ความพยายามที่จะปิดปากนักศึกษามหาวิทยาลัยจีนที่ให้ความสนใจต่อข้อกล่าวหาการล่วงละเมิดทางเพศ เป็นเหตุจูงใจให้นักเคลื่อนไหวใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนเพื่อหลบหลีกการเซ็นเซอร์ใน พ.ศ. 2561 ตามรายงานของเอเจนซ์ ฟรานซ์-เพรส บล็อกเชนคือบัญชีแยกประเภทที่มีการเข้ารหัสร่วมกันซึ่งไม่สามารถถูกบงการได้

นักเรียนคนดังกล่าวเขียนจดหมายเปิดผนึกกล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่มหาวิทยาลัยปักกิ่งรายหนึ่งพยายามข่มขู่เธอ สืบเนื่องจากคำร้องที่เธอยื่นขอให้โรงเรียนสอบสวนคดีล่วงละเมิดทางเพศใน พ.ศ. 2541 จดหมายฉบับนั้นถูกลบจากสื่อสังคมออนไลน์ของจีนอย่างรวดเร็ว แต่ก็ปรากฏอีกครั้งบนบริการบล็อกเชนในอีกไม่กี่วันต่อมา

นักวิจารณ์คนหนึ่งกล่าวว่า “นี่คือวิธีที่เราใช้เทคโนโลยีเพื่อต่อสู้กับการปกครองแบบเผด็จการที่โหดร้าย” ขณะที่คนอื่น ๆ ยกย่องว่านั่นเป็น “ช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์”

ภาพจาก: เอเอฟพี/เก็ตตี้อิมเมจ

หุ้น