• Home »
  • ติดอันดับ »
  • นานาประเทศยืนหยัดต่อต้าน “การทูตแบบบีบบังคับ” ของจีน
นานาประเทศยืนหยัดต่อต้าน “การทูตแบบบีบบังคับ” ของจีน

นานาประเทศยืนหยัดต่อต้าน “การทูตแบบบีบบังคับ” ของจีน

เจ้าหน้าที่ ฟอรัม

สาธารณรัฐประชาชนจีนพึ่งพาอาศัยกลวิธีทางเศรษฐกิจแบบบีบบังคับมากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อยกระดับวาระทางการเมือง ไม่ว่าจะเพื่อกลั่นแกล้งประเทศประชาธิปไตย เช่น ไต้หวัน หรือเพื่อดึงทรัพยากรธรรมชาติจากประเทศลูกหนี้ที่ติดหนี้เงินสดก็ตาม

แม้จีนจะใช้มาตรการคว่ำบาตรและมาตรการทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่หลักฐานที่เพิ่มขึ้นแสดงให้เห็นว่ากลวิธีเหล่านี้มีประสิทธิภาพลดลง เนื่องจากประเทศเหล่านั้นต่างปกป้องเอกราชของตน

งานวิจัยเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2563 ของสถาบันนโยบายเชิงยุทธศาสตร์ของออสเตรเลียระบุว่า จีนใช้ “การทูตแบบบีบบังคับ” ต่อรัฐบาลและบริษัทต่างชาติเป็นจำนวน 152 ครั้งนับตั้งแต่ พ.ศ. 2553 กลวิธีของจีนประกอบด้วยการคว่ำบาตรทางการค้า การจำกัดการลงทุน การห้ามการท่องเที่ยว ตลอดจนการคว่ำบาตรต่าง ๆ เนื่องจากจีนเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของเกือบสองในสามของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก จีนจึงอาศัยอำนาจทางการเงินของตนเพื่อให้ได้รับอำนาจทางการเมืองจากฝ่ายตรงข้าม

อย่างไรก็ตาม ความพยายามเมื่อไม่นานมานี้ของรัฐบาลจีนแสดงให้เห็นว่าเป้าหมายต่าง ๆ ของรัฐบาลจีนไม่ได้ลดลงแต่อย่างใด บทความหนึ่งในนิตยสารฟอเรนโพลิซี ฉบับวันที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2564 ระบุว่า “จำนวนประเทศที่เพิ่มขึ้นแสดงให้เห็นถึงความสมัครใจที่จะฝ่าฟันพายุดังกล่าวด้วยการซึมซับความเจ็บปวดและการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจในระยะสั้น เพื่อยืนหยัดต่อค่านิยม นโยบาย และการเคารพตนเองของประเทศต่าง ๆ เหล่านั้น”

เช่น เกาหลีใต้ไม่ได้ยกเลิกการตัดสินใจวางระบบต่อต้านขีปนาวุธของสหรัฐฯ แม้ว่าจะได้รับแรงกดดันอย่างต่อเนื่องจากจีนในภาคส่วนต่าง ๆ ตั้งแต่การค้าไปจนถึงการท่องเที่ยว

นอกจากนี้ จีนยังลดการให้บริการรถไฟไปยังลิทัวเนีย ตลอดจนกำหนดอุปสรรคด้านกฎระเบียบเกี่ยวกับการเกษตร การเลี้ยงสัตว์ และอุตสาหกรรมไม้ หลังจากที่ประเทศในแถบบอลติกอนุญาตให้ไต้หวันเปิดสถานเอกอัครราชทูตโดยพฤตินัย ตามรายงานของฟอเรนโพลิซี

สื่อของรัฐบาลจีนตำหนิลิทัวเนีย โดยมีนักวิชาการรายหนึ่งเรียกลิทัวเนียว่าเป็น “ตัวตลก” ที่ “คำนวณอิทธิพลทางเศรษฐกิจของจีนผิดพลาด” อย่างไรก็ตาม ลิทัวเนียยังคงแสดงท่าทีต่อต้าน และกระทรวงกลาโหมของประเทศยังขอให้ผู้บริโภคทิ้งโทรศัพท์ที่ผลิตโดยจีนและซื้อโทรศัพท์ใหม่

ออสเตรเลียอาจเป็นตัวอย่างที่น่าประหลาดใจมากที่สุดสำหรับอิทธิพลทางการเงินของจีน ความสัมพันธ์ต่าง ๆ ระหว่างออสเตรเลียและจีนแย่ลงหลังจากที่รัฐบาลออสเตรเลียเรียกร้องให้มีการสอบสวนเกี่ยวกับต้นกำเนิดของการระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนาในเดือนเมษายน พ.ศ. 2563 รัฐบาลจีนได้ออกมาตรการคว่ำบาตรจำนวนมากเพื่อแสดงการตอบโต้ ซึ่งรวมถึงสินค้าต่าง ๆ เช่น ข้าวบาร์เลย์ ไวน์ เนื้อวัว และฝ้าย นอกจากนี้ จีนยังได้ออกประกาศอย่างไม่เป็นทางการโดยห้ามใช้ถ่านหินของออสเตรเลีย ซึ่งจีนได้ผ่อนคลายมาตรการดังกล่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้เพื่อบรรเทาภาวะไฟฟ้าดับทั่วประเทศ เนื่องจากจีนมีปริมาณถ่านหินต่ำมาก ตามรายงานของรอยเตอร์

“จากระดับของการพึ่งพาอาศัยกันทางเศรษฐกิจ ออสเตรเลียน่าจะเป็นหนึ่งในประเทศที่เสี่ยงต่อการถูกโจมตีทางเศรษฐกิจของจีนมากที่สุด” ตามรายงานของฟอเรนโพลิซี แต่เป็นเวลามากกว่าหนึ่งปีแล้วที่ “รัฐบาลจีนสามารถสร้างความเสียหายได้น้อยมาก”

การส่งออกของออสเตรเลียไปยังจีนลดลงเพียงร้อยละ 2 ใน พ.ศ. 2563

นอกจากนี้ จีนยังพิจารณาผลตอบแทนที่ลดลงจากกิจกรรมการปล่อยสินเชื่ออีกด้วย รัฐบาลจีนประกาศโครงการโครงสร้างพื้นฐานหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางที่ยิ่งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2556 เพื่อเชื่อมต่อ 100 ประเทศกับจีนผ่านถนน เส้นทางเดินเรือ และโครงการรถไฟต่าง ๆ

งานวิจัยระยะ 4 ปีที่เผยแพร่เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2564 โดยเอดดาต้า ซึ่งเป็นห้องปฏิบัติการวิจัยที่วิทยาลัยวิลเลียมแอนด์แมรี่ในสหรัฐฯ ได้ศึกษาวิเคราะห์โครงการกว่า 13,427 โครงการ และสรุปว่าโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางกำลังสูญเสียแรงผลักดันเนื่องจากประเทศต่าง ๆ มีความกังวลเกี่ยวกับค่าใช้จ่าย จีนเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรายใหญ่ที่สุดของธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย ซึ่งได้ให้เงินทุนแก่โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง (ภาพ: บรรดาคนงานสร้างถนนในเมืองโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา ซึ่งได้รับเงินทุนจากเงินกู้ของจีน)

จีนวางแผนที่จะจัดหาทรัพยากรธรรมชาติจากประเทศอื่น ๆ ผ่านการกู้ยืมที่ค้ำประกันการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ในอนาคตไปยังจีนจากประเทศลูกหนี้

อย่างไรก็ตาม รายงานหลายฉบับ รวมถึงการวิเคราะห์ของคณะมนตรีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเมื่อ พ.ศ. 2563 เปิดเผยว่าการที่จีนยืนกรานที่จะใช้บริษัทก่อสร้างของจีนทำให้ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น มาเลเซียได้ยกเลิกโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางที่มีมูลค่ารวม 22 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.3 แสนล้านบาท) ใน พ.ศ. 2561 หลังจากได้รับการร้องเรียนในลักษณะเดียวกัน

โบลิเวียและคาซัคสถานต่างยกเลิกโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางมูลค่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.3 หมื่นล้านบาท) ขณะที่โครงการมูลค่า 3.3 พันล้านดอลลาร์ (ประมาณ 1.1 แสนล้านบาท) ยังคงถูกระงับหรือยกเลิกในแคเมอรูน คอสตาริกา เอกวาดอร์ เอธิโอเปีย ซูดาน และแซมเบีย ตามรายงานของบิสเนส อินไซเดอร์

 

ภาพจาก: เอเอฟพี/เก็ตตี้อิมเมจ

หุ้น