• Home »
  • ติดอันดับ »
  • ญี่ปุ่นกล่าวว่า การรุกรานทางทหารและนโยบายของจีนเป็น “เรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง” ต่อเสถียรภาพของอินโดแปซิฟิก
ญี่ปุ่นกล่าวว่า การรุกรานทางทหารและนโยบายของจีนเป็น “เรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง” ต่อเสถียรภาพของอินโดแปซิฟิก

ญี่ปุ่นกล่าวว่า การรุกรานทางทหารและนโยบายของจีนเป็น “เรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง” ต่อเสถียรภาพของอินโดแปซิฟิก

เจ้าหน้าที่ ฟอรัม

ญี่ปุ่นต้องเสริมสร้างขีดความสามารถด้านกลาโหมของตนเองและยกระดับความร่วมมือกับสหรัฐฯ และหุ้นส่วนที่มีความคิดคล้ายกันอื่น ๆ เพื่อต่อต้าน “ความพยายามฝ่ายเดียวในการเปลี่ยนแปลงสถานะ” ของสาธารณรัฐประชาชนจีนในภูมิภาคนี้ ตามรายงานจากสมุดปกขาวฉบับล่าสุดของกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น

การรุกรานบ่อยครั้งของกองกำลังรักษาชายฝั่งจีนในน่านน้ำของญี่ปุ่นรอบหมู่เกาะเซ็งกากุในทะเลจีนตะวันออก และกิจกรรมที่เพิ่มขึ้นของกองทัพปลดปล่อยประชาชนรอบเขตปกครองตนเองไต้หวัน ตลอดจนการพัฒนาขีปนาวุธอย่างรวดเร็วของเกาหลีเหนือ เป็นการเน้นย้ำถึงความท้าทายด้านความมั่นคงเฉียบพลันและปัจจัยที่ทำให้เกิดความไม่มั่นคงที่ต้องเผชิญในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก ตามที่ระบุไว้ใน “กลาโหมของญี่ปุ่น พ.ศ. 2564” ซึ่งเผยแพร่เมื่อกลางเดือนกรกฎาคมโดยกระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น

“แนวโน้มทางทหารของจีนรวมทั้งความโปร่งใสที่ไม่เพียงพอเกี่ยวกับนโยบายด้านกลาโหมและกิจการทางทหารของจีน ได้กลายเป็นข้อกังวลที่ร้ายแรงต่อภูมิภาคดังกล่าว รวมทั้งต่อญี่ปุ่นและประชาคมนานาชาติ” ตามที่สมุดปกขาวระบุ

ความกังวลที่ครุกรุ่นขึ้นคือการการรุกรานที่เพิ่มขึ้นโดยอากาศยานทางทหารของจีนที่เข้าไปในน่านฟ้าของไต้หวัน พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ขู่ว่าจะรวมไต้หวันเข้ากับจีนแผ่นดินใหญ่โดยการใช้กำลังหากจำเป็น แม้ว่าเกาะประชาธิปไตยไต้หวันจะไม่เคยเป็นส่วนหนึ่งของจีน ซึ่งก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2492 หลังจากการยึดครองจีนแผ่นดินใหญ่โดยพรรคคอมมิวนิสต์

“การรักษาเสถียรภาพของสถานการณ์โดยรอบไต้หวันมีความสำคัญต่อความมั่นคงและเสถียรภาพของญี่ปุ่นในประชาคมนานาชาติ” ตามที่สมุดปกขาวระบุ “ดังนั้น จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่เราต้องเฝ้าจับตาสถานการณ์นี้เป็นพิเศษ ด้วยความตระหนักถึงวิกฤตมากยิ่งกว่าที่เคย”

นับเป็นครั้งแรกที่กระทรวงกลาโหมได้อ้างอิงไต้หวันในรายงานประจำปี ตามรายงานของสำนักข่าวเกียวโดของญี่ปุ่น

ตามที่คาดไว้ สมุดปกขาวกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองที่น่ารำคาญจากจีน โดยนายจ้าว ลี่เจียน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวว่านี่เป็นสิ่ง “ผิดและไร้ความรับผิดชอบอย่างมาก” ตามรายงานในเว็บไซต์กัวลาลัมเปอร์ไทม์สของมาเลเซีย

ในคำนำของสมุดปกขาวดังกล่าว นายโนบุโอะ คิชิ เรียกอินโดแปซิฟิกว่าเป็น “แก่นหลักที่หล่อเลี้ยงของโลก” และตั้งข้อสังเกตว่า การต่อต้านความท้าทายด้านความมั่นคงนั้นเรียกร้องให้เกิดแนวทางพหุภาคีโดยประเทศต่าง ๆ ที่มีค่านิยมพื้นฐานร่วมกัน

“โดยเฉพาะอย่างยิ่งความร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นพันธมิตรเดียวของเรา มีความสำคัญอย่างยิ่ง” นายคิชิเขียน “พันธมิตรเป็นรากฐานสำคัญของสันติภาพ ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคนี้ และเราจะมุ่งมั่นเสริมสร้างขีดความสามารถในการยับยั้งและตอบโต้เพื่อยึดเหนี่ยวความผูกพันที่ไม่อาจสั่นคลอนของความเป็นพันธมิตรญี่ปุ่นและสหรัฐฯ ต่อไป”

ความสัมพันธ์ทวิภาคีเหล่านี้ได้รับการเสริมสร้างในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ผ่านการมีส่วนร่วมทางการทูตและกลาโหมหลายครั้ง ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2564 นายโยชิฮิเดะ สึกะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น คือผู้นำต่างชาติคนแรกที่เดินทางไปเยือนนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ณ ทำเนียบขาว หลังจากพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของนายไบเดนเมื่อสามเดือนก่อนหน้านั้น นอกจากนี้ ก่อนที่จะมีการเผยแพร่แผนกลาโหมญี่ปุ่น พ.ศ. 2564 เพียงไม่กี่วัน กองกำลังของทั้งสองประเทศได้เข้าร่วมการฝึกซ้อมร่วม ซึ่งรวมถึงการฝึกซ้อมร่วมทวิภาคีภายใต้โอเรียนท์ชิลด์ 21-2 ในญี่ปุ่นและกองกำลังแปซิฟิกแวนการ์ดแบบพหุภาคีนอกชายฝั่งตะวันออกของออสเตรเลีย ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรทางทหารจากออสเตรเลียและสาธารณรัฐเกาหลี

สมุดปกขาวยังเน้นย้ำถึงความท้าทายด้านความมั่นคงที่ก่อตัวขึ้นในขอบเขตทางไซเบอร์ อวกาศ และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และนายคิชิได้ตั้งข้อสังเกตถึง “ภัยคุกคามที่ร้ายแรงและกำลังจะเกิดขึ้น” จากการพัฒนาขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ อย่างไรก็ตาม เมื่อคำนึงถึงลัทธิขยายตัวและการสั่งสมกำลังทหาร ประเทศจีนที่เป็นคอมมิวนิสต์ถือเป็นภัยคุกคามที่ปรากฏเด่นชัดมากที่สุดในภูมิภาค

นายคิชิให้คำมั่นว่า หน่วยงานด้านกลาโหมและการทหารของญี่ปุ่นจะยังคงเป็นพันธมิตรกับประเทศต่าง ๆ เช่น ออสเตรเลีย แคนาดา ฝรั่งเศส เยอรมนี อินเดีย นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา เพื่อรับรองถึงวิสัยทัศน์อินโดแปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง

“ในฐานะผู้ยึดถือค่านิยมสากลในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก ซึ่งร่วมจับมือกับพันธมิตรที่มีความคิดเหมือนกัน เราต้องหวงแหนเสรีภาพ มีความเชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย มีความขุ่นเคืองอย่างมากต่อความล้มเหลวในการปกป้องสิทธิมนุษยชน และคัดค้านความพยายามในการเปลี่ยนแปลงระเบียบด้วยการบีบบังคับอย่างเด็ดขาด” นายคิชิเขียน

 

ภาพจาก: กระทรวงกลาโหมญี่ปุ่น

หุ้น