ยุคแห่ง ความไม่แน่นอน

ยุคแห่ง ความไม่แน่นอน

ภูมิภาคอินโดแปซิฟิกมีจำนวนผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วต้องเผชิญกับความท้าทายด้านการกำกับดูแลและความมั่นคง

เจ้าหน้าที่ ฟอรัม

อัตราการเกิดของประชากรที่ลดลงและการดูแลสุขภาพที่ดีขึ้นกำลังสร้างปรากฏการณ์ผู้สูงวัยทั่วโลก ที่กำลังสร้างความตึงเครียดให้โครงการสิทธิต่าง ๆ ชะลอการเติบโตทางเศรษฐกิจ และก่อให้เกิดคำถามด้านความมั่นคง ไม่มีที่ใดจะเกิดสังคมผู้สูงวัยโดยเฉียบพลันมากไปกว่าในอินโดแปซิฟิก ซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศที่มีผู้สูงอายุมากที่สุดในโลกเมื่อคิดเป็นอัตราร้อยละ นั่นคือประเทศญี่ปุ่น ซึ่งประชากรจำนวนร้อยละ 28 มีอายุ 65 ปีขึ้นไป นั่นหมายความว่า ในประชากรที่มีอายุระหว่าง 20 ถึง 64 ปีทุกคน จะมีหนึ่งคนที่มีอายุมากกว่า 65 ปี หรือมีประมาณ 35.2 ล้านคนที่มีอายุมากกว่า 65 ปีในญี่ปุ่น

ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่า ประชากรวัยทำงานและทหารในภูมิภาคนี้อาจผลาญงบประมาณของรัฐบาลและทำให้กองทัพต้องหันมาใช้เทคโนโลยีเพื่อชดเชยกำลังพลที่ลดลง สาธารณรัฐประชาชนจีนเผชิญการลดลงของประชากรอย่างมีนัยสำคัญที่มีจำนวนมากที่สุดในรอบหลายทศวรรษ โดยจีนมีประชากรมากกว่า 176 ล้านคนที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไปหรือประมาณร้อยละ 12.6 ของประชากรจีน แต่จีนยังขยายการเข้าถึงไปในทะเลจีนใต้ จัดกำลังทางทหารบนสันดอนที่ประเทศเพื่อนบ้านต่างอ้างสิทธิ์ และได้สร้างรันเวย์และสิ่งปลูกสร้างอาวุธเพื่อปกป้องสันดอนเหล่านั้น การกระทำดังกล่าวโดยประเทศที่กำลังเผชิญการลดลงของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในอนาคตและกองทุนบำเหน็จบำนาญที่ล้มละลายอาจดูขัดแย้งกัน

“สิ่งที่เราเห็นคือ หากมีภัยคุกคามที่รับรู้ได้สูงพอสมควร แม้แต่ประเทศที่ประชากรมีอายุมากขึ้นก็เต็มใจที่จะทำในสิ่งที่จำเป็นในการลงทุนด้านกลาโหม” ดร. เจนนิเฟอร์ สคูบบา ศาสตราจารย์ด้านการศึกษานานาชาติของสแตนลีย์ เจ. บัคแมน ที่วิทยาลัยโรดส์ในเมมฟิส รัฐเทนเนสซี และนักวิจัยระดับโลก โครงการการเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล้อมและความมั่นคงที่ศูนย์วิลสันในวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าว

ดร. สคูบบากล่าวกับ ฟอรัม ว่า รูปแบบประชากรสูงวัยของอินโดแปซิฟิก แม้ว่าจะมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ก็ไม่สามารถยับยั้งการใช้จ่ายด้านกลาโหม ในความเป็นจริง ผู้นำของภูมิภาคดูเหมือนมีแนวโน้มมากขึ้นที่จะลงทุนในการปกป้องทรัพยากรและดินแดนของตนเมื่อประชากรสูงวัยขึ้น “อินโดแปซิฟิกเป็นภูมิภาคที่มีความตึงเครียดจากประเทศที่มีอำนาจการแข่งขันมาก แม้ว่าประเทศเหล่านั้นจะประสบภาวะประชากรสูงวัยอย่างรุนแรงก็ตาม ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีประชากรอายุมากที่สุดในโลกในแง่ของอายุเฉลี่ย” ดร. สคูบบากล่าว

จุดสิ้นสุดของรุ่นบูมเมอร์

ในส่วนดังกล่าวของเอเชีย ซึ่งประกอบไปด้วยประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกอย่างจีน จะมีจำนวนประชากรในวัยอาวุโสของตนเพิ่มขึ้นเป็น 573 ล้านคนภายใน พ.ศ. 2593 รายงานขององค์การสหประชาชาติระบุ การเพิ่มขึ้นนี้จะสอดคล้องกับการลดลงของประชากรที่มากที่สุดของจีนในรอบหลายทศวรรษ ซึ่งจะเป็นฉากหน้าของความท้าทายหลายประการที่รุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว ใน พ.ศ 2562 โลกมีประชากร 703 ล้านคนที่มีอายุมากกว่า 65 ปี ตามรายงานในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2562 โดยสำนักงานกิจการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติ เอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นที่มีประชากรในกลุ่มอายุนั้นอาศัยอยู่มากที่สุดในโลก นั่นคือ 261 ล้านคน รองลงมาคือยุโรปและอเมริกาเหนือ

• แรงงานที่หดตัวลง: นักวิจัยของรัฐบาลที่สถาบันสังคมศาสตร์แห่งประเทศจีนคาดการณ์ว่าประชากรของประเทศจะมีจำนวนสูงสุดมากกว่า 1.4 พันล้านคนใน พ.ศ. 2572 และจากนั้นจะประสบกับการลดลงโดย “ไม่อาจหยุดได้” ซึ่งอาจทำให้ประชากรลดลงเหลือ 1.36 พันล้านคนภายใน พ.ศ. 2593 ซึ่งจะทำให้แรงงานลดลงมากถึง 200 ล้านคน “ในมุมมองทางทฤษฎี การลดลงของประชากรในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีประชากรสูงวัยอย่างต่อเนื่อง จะทำให้เกิดผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจที่ไม่พึงประสงค์อย่างมาก” สถาบันสังคมศาสตร์แห่งประเทศจีนระบุในรายงานประจำ พ.ศ. 2562 คาดว่าอินเดียจะแซงหน้าจีนในฐานะประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลกเมื่อการหดตัวของจีนเริ่มขึ้น

• บำเหน็จบำนาญที่หายไป: รายงานเดือนเมษายน พ.ศ. 2562 โดยสถาบันวิจัยเดียวกันนี้ระบุว่ากองทุนบำเหน็จบำนาญของจีนจะหมดภายใน พ.ศ. 2578 บำเหน็จบำนาญกำลังกดดันงบประมาณของรัฐบาลอยู่แล้วในขณะนี้ การจ่ายบำเหน็จบำนาญมีมูลค่าถึง 6.4 แสนล้านหยวน (ประมาณ 3 ล้านล้านบาท) ใน พ.ศ. 2559 ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 140 จากห้าปีก่อนหน้านี้ นักวิเคราะห์เสนอแนะว่าตัวเลขนี้อาจเพิ่มขึ้นสูงถึง 60 ล้านล้านหยวน (ประมาณ 285 ล้านล้านบาท) ต่อปีภายใน พ.ศ. 2593 ซึ่งคิดเป็นจำนวนมากกว่าร้อยละ 20 ของการใช้จ่ายของรัฐบาลทั้งหมด ตามรายงานเดือนกันยายน พ.ศ. 2562 ในนิตยสารเดอะเนชันแนลอินเทอเรสต์ ความตึงเครียดด้านงบประมาณนี้จะเกิดขึ้น แม้ว่าจีนจะมุ่งมั่นจำกัดการจ่ายบำเหน็จบำนาญและการดูแลสุขภาพแล้วก็ตาม พลเรือนจีนประมาณ 900 ล้านคน คิดเป็นเกือบสองในสามของประชากรทั้งหมด มีชีวิตอยู่โดยมีเครือข่ายความปลอดภัยทางสังคมเพียงเล็กน้อย

• วี่แววความไม่สงบ: ความไม่มีเสถียรภาพทางการเงินของระบบบำเหน็จบำนาญกำลังสร้างความกังวลให้กับประชาชน ตามรายงานของวอยซ์ออฟอเมริกาในเดือนเมษายน พ.ศ. 2562 ในเว็บไซต์ไมโครบล็อกเว่ยป๋อ พนักงานด้านเทคโนโลยีหนุ่มชาวจีนคนหนึ่งบ่นว่า เวลาทำงานที่ยาวนานของเขาไม่ได้รับประกันว่าเขาจะได้รับเช็คตอนเกษียณ “เป้าหมายของการส่งเสริมให้เราทำงานตามกำหนดเวลาแบบ 996 (9:00 น. ถึง 21:00 น. 6 วันต่อสัปดาห์) ก็เพื่อให้เราทำงานอย่างเอาเป็นเอาตายก่อนที่จะเกษียณ และจะได้ช่วยแก้ไขปัญหาระบบบำนาญของประเทศที่มีเงินไม่พอได้อย่างสมบูรณ์แบบ เช่นนั้นหรือ” หนุ่มชาวจีนเขียน ทหารผ่านศึกหลายคนก็ออกมาแสดงความคิดเห็นเช่นกัน กองทัพจีนได้เริ่มโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพบุคลากรและปรับปรุงเทคโนโลยี และทหารที่ปลดประจำการหลังจากสิ้นสงครามจำนวนมากได้ออกมาประท้วงเกี่ยวกับการไร้งานทำ การดูแลสุขภาพ และสวัสดิการอื่น ๆ ตามท้องถนนในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา พรรคคอมมิวนิสต์จีนใช้มาตรการที่เข้มงวดเพื่อกำจัดการคัดค้านเหล่านั้น ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2562 ศาลจีนพิพากษาจำคุกประชาชนจำนวน 47 คนสูงสุดหกปีจากการมีส่วนร่วมในการประท้วงใน พ.ศ. 2561 ซึ่งมีอดีตทหารจำนวนนับร้อยนายเกี่ยวข้องด้วย ตามรายงานของดิแอสโซซิเอทเต็ด เพรส

ความทะเยอทะยานปะทะความจริง

ดังที่เห็นได้แต่ไกล โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และโครงการการใช้จ่ายทางทหารของจีนแสดงให้เห็นถึงการวางหลุมพรางของอำนาจที่เพิ่มสูงขึ้น จีนได้ย้ำถึงอำนาจของตนเหนือพื้นที่ชายขอบภายในประเทศ และเพิ่มความกดดันทางทหารต่อประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีนก่อการปะทะที่ชายแดนกับอินเดีย จัดกำลังทางทหารบนสันดอนในทะเลจีนใต้ ปราบปรามเสรีภาพในการพูดในฮ่องกง และกดดันไต้หวันในระหว่างการเลือกตั้งประธานาธิบดี ในขณะเดียวกัน จีนก็กำลังลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์ในเทคโนโลยีใหม่ ๆ และได้เริ่มต้นแผนการโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 1 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 31 ล้านล้านบาท) ที่รู้จักกันในนามหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง เพื่อเชื่อมโยงจีนกับส่วนอื่น ๆ ของโลกผ่านโครงการทางรถไฟ สนามบิน ท่าเรือ และทางหลวง

ปัจจัยทุกอย่างรวมกันนี้ทำให้มีนักประชากรศาสตร์และนักสังคมศาสตร์ตั้งคำถามว่าจีนจะสามารถดำเนินการใช้จ่ายต่อไปได้อย่างไร เมื่อประชากรและการเติบโตทางเศรษฐกิจกำลังจะลดลง นักวิชาการรายหนึ่งกล่าวว่าคำตอบนั้นง่ายดายมาก นั่นคือดำเนินการต่อไปไม่ได้

“การคาดการณ์ถึงอำนาจของจีนในอนาคตล้วนขึ้นอยู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ทวีคูณต่อหัวอย่างรวดเร็วด้วยประชากรจำนวนมหาศาลถึง 1.4 พันล้านคน” นายซัลวาทอร์ บาบอนส์ ผู้ช่วยนักวิชาการแห่งศูนย์การศึกษาอิสระในซิดนีย์ ออสเตรเลีย และรองศาสตราจารย์ประจำมหาวิทยาลัยซิดนีย์กล่าว “ตอนนี้เมื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจหยุดชะงักลง” และจำนวนประชากรคาดว่าจะลดลง “การคาดการณ์เหล่านั้นต้องได้รับการทบทวนอีกครั้ง” นายบาบอนส์กล่าวกับ ฟอรัม “จีนจะไม่กลายเป็นมหาอำนาจระดับโลก ดังเช่นที่รัสเซียเคยเป็นมาก่อน จีนจะกลายเป็น “เพียงประเทศรายได้ปานกลางอีกประเทศหนึ่งที่ชะลอตัวบนเส้นทางการเติบโต” นายบาบอนส์กล่าว

ในบทความเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2563 สำหรับนิตยสารฟอเรนโพลิซี นายบาบอนส์ได้แสดงภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับการคำนวณทางการเงินที่กำลังจะเกิดขึ้น ข้อมูลตัวเลขของรัฐบาลระบุว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนได้ชะลอตัวลงจากอัตราเลขสองหลักในช่วงต้นทศวรรษ 2000 (พ.ศ. 2543 – 2552) เป็นร้อยละ 6.1 ใน พ.ศ. 2562 ตั้งแต่ช่วงก่อนการระบาดของไวรัสโคโรนา ความเป็นจริงน่าจะแย่กว่านั้น ดังที่: สถาบันบรูกกิงส์รายงานว่า ในอดีตจีนประเมินการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศไว้สูงเกินไปประมาณร้อยละ 1.7 จุดในแต่ละปี

รายได้จากภาษีของประเทศเติบโตเพียงร้อยละ 3.8 ใน พ.ศ. 2562 เมื่อเทียบกับร้อยละ 6.2 ใน พ.ศ. 2561 และร้อยละ 7.4 ใน พ.ศ. 2560 นายบาบอนส์เขียน อย่างไรก็ตาม การใช้จ่ายของจีนเติบโตขึ้นร้อยละ 8.1 ใน พ.ศ. 2562 “ตลอดทั้งทศวรรษ 2010 (พ.ศ. 2553 – 2562) จีนใช้จ่ายโดยไม่คำนึงถึงอนาคต อีกทั้งมั่นใจว่าในอนาคตจะมีการเติบโตทางเศรษฐกิจมากพอที่จะชดเชยการใช้จ่ายที่มากเกินไปในปัจจุบันอยู่เสมอ โดยมีเงินเหลือใช้อีกเล็กน้อยเพื่อมาหล่อเลี้ยงวัฏจักรแห่งการทุจริต” นายบาบอนส์กล่าวกับ ฟอรัม “ตอนนี้เมื่อการจัดเก็บเงินภาษีเกิดสะดุด จีนจึงต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านงบประมาณที่รุนแรงยิ่งขึ้น กำหนดการของหลายโครงการที่ล่าช้า เรือรบที่ถูกยกเลิก และความต้องการให้หุ้นส่วนนานาชาติจ่ายค่าใช้จ่ายการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จีนสนับสนุนในจำนวนมากขึ้น ข้อเท็จจริงที่ว่าจีนต้องใช้เงินซื้อมิตร และตอนนี้จีนทำเช่นนั้นไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ทำให้มิตรเหล่านั้นกำลังทอดทิ้งจีนไป”

ภาวะแทรกซ้อนของโควิด-19

การระบาดใหญ่ของโควิด-19 ทำให้โครงการโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นเอกลักษณ์ของจีนบางโครงการต้องชะลอตัวลง รวมถึงระเบียงเศรษฐกิจระหว่างจีนกับปากีสถาน เขตเศรษฐกิจพิเศษพระสีหนุของกัมพูชา และโรงไฟฟ้าเปย์ราในตอนใต้ของบังกลาเทศ ตามการวิเคราะห์ในเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2563 ที่ตีพิมพ์โดยไฟแนนเชียลเอ็กซ์เพรส หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษในอินเดีย

“แม้ในช่วงก่อนที่โควิด-19 จะทำลายห่วงโซ่อุปทานและทำให้เกิดการห้ามการเดินทางกับแรงงานจีน โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีนหลายโครงการโดยเฉพาะอย่างยิ่งในแอฟริกาก็กำลังอยู่ภายใต้การตรวจสอบอย่างละเอียด ประเทศในทวีปแอฟริกาได้เรียกร้องเงินช่วยเหลือจำนวน 1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.1 ล้านล้านบาท) และการบรรเทาหนี้สิน เพื่อช่วยให้ประเทศเหล่านั้นรับมือกับผลกระทบที่รุนแรงจากการระบาดใหญ่ครั้งนี้ได้” นายไซด์ อาลี นักวิเคราะห์กิจการระดับโลก เขียน

โครงการโครงสร้างพื้นฐานจะกลับมาดำเนินต่ออย่างแน่นอนเมื่อมีการยกเลิกการปิดเมือง อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจจีนที่มีการหดตัวและชะลอตัวลงจากการเปลี่ยนแปลงทางประชากรมีแนวโน้มที่จะทำให้รัฐบาลจีน “ให้ความสำคัญกับการบรรเทาผลกระทบทางการเงินจากไวรัสและการแก้ไขสงครามการค้ากับสหรัฐอเมริกา มากกว่าการเปิดตัวโครงการโครงสร้างพื้นฐานใหม่ในต่างประเทศ” ในขณะที่โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางอาจไม่พักการดำเนินงาน “แต่โครงการเหล่านั้นจะได้รับความเดือดร้อนจากความล่าช้าอย่างแน่นอน” นายอาลีเขียน

มรดกของลูกคนเดียว

แม้ว่าอัตราการเกิดในจีนจะเริ่มลดลงก่อนที่จะมีการใช้นโยบายลูกคนเดียวที่ฉาวโฉ่แล้วก็ตาม แต่โครงการควบคุมประชากรของรัฐบาลก็ยับยั้งการเติบโตของจีนอย่างชัดเจน นโยบายนี้เริ่มใช้ใน พ.ศ. 2522 และยังไม่สิ้นสุดอย่างเป็นทางการจนกระทั่ง พ.ศ. 2558 เพื่อบังคับให้มีการปฏิบัติตาม ฝ่ายปกครองประจำมณฑลจึงกำหนดให้ใช้การคุมกำเนิด การทำแท้ง และการทำหมันตามข้อบังคับ

ด้วยประชากรที่สูงวัยขึ้นของจีนและการเติบโตของเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกกำลังจับตาดูว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะทำอย่างไรเพื่อดำเนินภารกิจแสวงหาสถานะมหาอำนาจต่อไปในขณะที่สถิติประชากรกำลังสวนทาง “ความอหังการและความไร้ความสามารถของรัฐบาลเผด็จการนี้ ได้ส่งผลให้เกิดการแยกจีนออกจากประชาคมนานาชาติที่ได้รับการเคารพมากกว่าสิ่งที่พันธมิตรตะวันตกทำ” นายรอส บับแบจ นักวิชาการอาวุโสผู้พำนักชั่วคราวจากศูนย์การประเมินยุทธศาสตร์และงบประมาณในวอชิงตัน ดี.ซี. และประธานกรรมการของสเตรทิจิกฟอรัมในแคนเบอร์รา ประเทศออสเตรเลีย เขียน ในบทความเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2563 ของหนังสือพิมพ์ดิออสเตรเลียน นายบับแบจกล่าวเสริมว่าประเทศจีน “พบว่าตนเองมีมิตรต่างชาติไม่กี่ประเทศ ไม่มีพันธมิตรที่ไว้ใจได้ และมีกลุ่มประเทศอินโดแปซิฟิกที่ร่วมมืออย่างใกล้ชิดเพื่อขัดขวางความทะเยอทะยานของตน”

ความจำเป็นในการเฝ้าจับตาดูประเทศนักขยายการเติบโตอย่างจีนจะไม่ลดละเพียงเพราะประชากรจีนสูงวัยขึ้น ดร. สคูบบาชี้ให้เห็นว่าจำนวนประชากรในวัยทำงานที่สำคัญ นั่นคือช่วงอายุ 20 ถึง 64 ปี มาถึงจำนวนสูงสุดแล้วในจีน เยอรมนี ญี่ปุ่น รัสเซีย เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ “นี่เป็นสถานการณ์สำคัญบางส่วนจากมุมมองด้านความมั่นคงของชาติ และประเทศเหล่านี้กำลังผ่านการเปลี่ยนแปลงทางสถิติประชากรที่คล้ายคลึงกัน ดังนั้น เราจำเป็นต้องระมัดระวังที่จะไม่ทึกทักว่าประเทศเหล่านี้จะไม่มีเป้าหมายในการแสดงอำนาจหรือรักษาความมั่นคงของชายแดนในทันที เพียงเพราะมีประชากรที่สูงวัยขึ้น เราแค่ไม่คิดว่าประเด็นเหล่านี้จะหายไปในตอนนี้”

เวียดนามเป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดในกรณีนี้ ประชากรของประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คาดว่าจะมีจำนวนสูงสุดถึง 107.2 ล้านคน ใน พ.ศ. 2587 ซึ่งเร็วกว่าที่องค์การสหประชาชาติคาดการณ์ไว้ใน พ.ศ. 2562 ถึงหนึ่งทศวรรษ ตามข้อมูลจากการศึกษาวิจัยในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2563 ที่ตีพิมพ์ในวารสารการแพทย์เดอะแลนเซ็ท อย่างไรก็ตาม เวียดนามยังคงใช้จ่ายในด้านกลาโหมมากขึ้น โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการบุกรุกของจีนในเขตเศรษฐกิจพิเศษเวียดนาม การสำรวจน้ำมันของจีนในน่านน้ำของประเทศ และการจัดกำลังทางทหารในหมู่เกาะในทะเลจีนใต้

รัฐบาลเวียดนามชี้ให้เห็นว่าการใช้จ่ายด้านกลาโหมของเวียดนามจะเพิ่มขึ้นจาก 5.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.7 แสนล้านบาท) ใน พ.ศ. 2563 เป็น 7.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.46 แสนล้านบาท) ใน พ.ศ. 2567 ทำให้เวียดนามสามารถซื้อเครื่องบินขับไล่และอากาศยานอเนกประสงค์ รถหุ้มเกราะ เรือ อากาศยานลาดตระเวนทางทะเล และอุปกรณ์เฝ้าระวัง

เมื่อการใช้จ่ายในด้านกลาโหมของภูมิภาคนี้สูงขึ้น อนาคตของรัฐบาลเผด็จการจีนก็ยังคงเป็นคำถาม พรรคคอมมิวนิสต์จีน “อาจผ่านมาได้แบบทุลักทุเล อาจปฏิรูป หรืออาจล้มเหลว” นายบับแบจเขียน อย่างไรก็ตาม ความเป็นไปได้ที่สี่ทำให้พันธมิตรอินโดแปซิฟิกและหุ้นส่วนยังคงต้องตื่นตัวอยู่ “ยังมีความเสี่ยงอีกข้อ นั่นคือการที่ผู้นำอาจหันหน้าไปพึ่งวิธีการเสี่ยงโชคในระดับนานาชาติเพื่อสร้างความไขว้เขวต่อสาธารณะและเสริมสร้างความมั่นคงของรัฐบาลเผด็จการ”

หุ้น