• Home »
  • ติดอันดับ »
  • คำถามเกี่ยวกับต้นกำเนิดของโควิด-19 เพิ่มขึ้นในขณะที่การทูตวัคซีนจีนเอียงไปเอียงมา
คำถามเกี่ยวกับต้นกำเนิดของโควิด-19 เพิ่มขึ้นในขณะที่การทูตวัคซีนจีนเอียงไปเอียงมา

คำถามเกี่ยวกับต้นกำเนิดของโควิด-19 เพิ่มขึ้นในขณะที่การทูตวัคซีนจีนเอียงไปเอียงมา

เจ้าหน้าที่ ฟอรัม

หลายสัปดาห์หลังจากการเผยแพร่รายงานการตรวจสอบต้นกำเนิดของไวรัสโคโรนาในเมืองอู่ฮั่นโดยองค์การอนามัยโลก ผู้เชี่ยวชาญหลายคนและหลายประเทศยังคงคับข้องใจเกี่ยวกับการขาดความโปร่งใสของสาธารณรัฐประชาชนจีนที่ยังคงดำเนินอยู่เกี่ยวกับไวรัสดังกล่าว

ชุมชนข่าวกรองของสหรัฐฯ กำลังตรวจสอบว่าโควิด-19 นั้นหลุดออกมาจากสถาบันไวรัสวิทยาอู่ฮั่นโดยบังเอิญหรือเกิดจากอุบัติเหตุตามธรรมชาติ นางเอวริล เฮนส์ ผู้อำนวยการหน่วยข่าวกรองแห่งชาติ (ภาพ) ยืนยันการพิจารณาของคณะกรรมาธิการข่าวกรองแห่งวุฒิสภาเมื่อวันที่ 14 เมษายน พ.ศ. 2564 ตามรายงานของสำนักข่าว

นางเฮนส์ให้การว่า “เป็นที่ชัดเจนอย่างยิ่งว่าชุมชนข่าวกรองยังไม่ทราบแน่ชัดว่าไวรัสโควิด-19 แพร่ระบาดจากที่ใด เมื่อใด และอย่างไรในช่วงแรก” ตามรายงานของหนังสือพิมพ์วอชิงตันเอ็กแซมไมน์เนอร์ “และโดยพื้นฐานแล้ว องค์ประกอบต่าง ๆ ได้รวมกันเป็นทฤษฎีทางเลือกสองประการ ทฤษฎีทั้งสองนั้นคือ ไวรัสดังกล่าวเกิดขึ้นตามธรรมชาติจากการสัมผัสกับสัตว์ที่ติดเชื้อหรือเป็นอุบัติเหตุทางห้องปฏิบัติการ … แต่เราดำเนินการในประเด็นนี้และเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนทำงานอย่างเต็มที่เพื่อให้คุณมีความมั่นใจยิ่งขึ้นว่าคือทฤษฎีใด”

แม้แต่ในช่วงที่มีการเผยแพร่รายงานขององค์การอนามัยโลกในช่วงปลายเดือนมีนาคม นายเตโวโดรส อัดฮาโนม เกอเบรออีเยอซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลก ตำหนิจีนโดยกล่าวว่า “เท่าที่องค์การอนามัยโลกทราบ สมมุติฐานทั้งหมดในแง่ของต้นกำเนิดของไวรัสโคโรนายังคงไม่สามารถปัดตกไปได้” รายงานระบุว่า ความเป็นไปได้ที่ไวรัสหลุดออกมาจากห้องปฏิบัติการอู่ฮั่นนั้น “ไม่น่าจะเป็นไปได้อย่างยิ่ง” ท่ามกลางความผิดหวังของผู้เชี่ยวชาญและผู้สังเกตการณ์จำนวนมาก

“ผมไม่เชื่อว่าการประเมินสมมุติฐานการรั่วไหลจากห้องปฏิบัติการนี้จะมีความครอบคลุมมากพอ” นายเตโวโดรสกล่าว “จำเป็นต้องมีข้อมูลการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมจึงจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนยิ่งขึ้น”

ประเทศทั้ง 14 แห่ง รวมถึงออสเตรเลีย แคนาดา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา ได้ออกแถลงการณ์ร่วมกันเมื่อวันที่ 30 มีนาคมที่ผ่านมา โดยเรียกร้องให้มีการวิเคราะห์และประเมินผลที่โปร่งใสและเป็นอิสระ รวมถึงปราศจากการแทรกแซงและอิทธิพลที่ไม่เหมาะสม”

ยิ่งไปกว่านั้น ฝ่ายบริหารของนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ยืนยันว่าคณะผู้แทนขององค์การอนามัยโลกถูกปิดกั้นไม่ให้ตรวจสอบข้อมูลสำคัญ ซึ่งหมายความว่ารายงานนั้นให้ “ภาพลักษณ์เพียงบางส่วนและไม่สมบูรณ์” นางเจ็น แปซกี โฆษกประจำทำเนียบขาว กล่าวในการแถลงข่าว ตามรายงานของหนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตันโพสต์ จีน “ไม่โปร่งใส พวกเขาไม่ได้ให้ข้อมูลพื้นฐานที่เก็บซ่อนอยู่ นั่นไม่ถือว่าเป็นการให้ความร่วมมือ” นางแปซกีกล่าว

นายวิลเลียม เบิร์นส์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองกลางสหรัฐฯ แสดงความเห็นพ้องกับการวิเคราะห์ของนางเฮนส์ในคำให้การของเขาต่อวุฒิสภาสหรัฐฯ เมื่อวันที่ 14 เมษายน ตามรายงานของวอชิงตันเอ็กแซมไมน์เนอร์ “สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนสำหรับเราและนักวิเคราะห์ของเราคือ ผู้นำจีนไม่เต็มใจให้ข้อมูลหรือไม่ได้มีความโปร่งใสอย่างเต็มที่ในการทำงานร่วมกับองค์การอนามัยโลกหรือในการให้ข้อมูลพื้นฐานที่สมบูรณ์ที่อาจช่วยตอบคำถามเหล่านั้น เรากำลังทำทุกอย่างที่ทำได้โดยใช้แหล่งข้อมูลทั้งหมดที่มีในการดำเนินงานด้านนี้เพื่อให้ได้มาซึ่งคำอธิบายโดยละเอียด”

เอกสารข้อเท็จจริงที่เผยแพร่โดยกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เมื่อกลางเดือนมกราคม พ.ศ. 2564 เปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ในห้องปฏิบัติการไวรัสวิทยาอู่ฮั่นประสบกับอาการคล้ายไวรัสโคโรนาใน พ.ศ. 2562 และนักวิทยาศาสตร์ที่ศูนย์ไวรัสวิทยาอู่ฮั่นได้ศึกษาไวรัสที่มีพันธุกรรมคล้ายคลึงกับไวรัสโคโรนา ซึ่งเป็นไวรัสโคโรนาจากค้างคาวที่ผ่านการดัดแปลงทางพันธุกรรม และทำการทดลองกับกองทัพจีน และรวมถึงรายละเอียดอื่น ๆ

ในขณะเดียวกัน การทูตวัคซีนของจีนก็ดำเนินไปอย่างไม่ราบรื่นในระดับโลก ตามรายงานข่าวหลายฉบับ “แม้ว่าจะมีเงินทุนก้อนใหญ่และการลงทุนที่ตั้งความหวังไว้สูงในการผลักดันวัคซีนของจีน แต่ผลลัพธ์กลับไม่ประสบความสำเร็จตามที่คาดหวังไว้ อย่างน้อยก็ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” ตามรายงานของเว็บไซต์อาเซียนโพสต์เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2564

ความกระตือรือร้นที่ลดลงอาจเกิดจากความจริงที่ว่าวัคซีนโควิด-19 ของจีน ได้แก่ ซิโนแวคและซิโนฟาร์ม ยังไม่ได้แสดงประสิทธิภาพให้เห็นอย่างชัดเจน และมีการเผยแพร่ข้อมูลการทดสอบระยะสุดท้ายออกมาเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

วัคซีนโควิด-19 ของจีนพิสูจน์ให้เห็นถึงประสิทธิภาพที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับวัคซีนของชาติตะวันตก ตามข้อมูลจากการศึกษาวิจัยใหม่ เช่น การศึกษาวิจัยของบราซิลพบว่าการฉีดซิโนแวคมีประสิทธิภาพอยู่ที่ร้อยละ 50.7 ในสองสัปดาห์หลังจากการฉีดเข็มที่สอง ตามรายงานของรอยเตอร์ ขณะที่วัคซีนของชาติตะวันตก เช่น ไฟเซอร์/ไบโอเอ็นเทค และโมเดิร์นนาได้แสดงให้เห็นอัตราประสิทธิภาพที่สูงกว่าร้อยละ 90

นายเก๋า ฟู หัวหน้าศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของจีน ยอมรับอย่างเปิดเผยเมื่อต้นเดือนเมษายนว่า “วัคซีนในปัจจุบันให้การป้องกันได้ไม่สูงมาก” แต่ในวันต่อมา นายเก๋าบอกว่าคำกล่าวของตนเมื่อวานนั้น “ถูกตีความผิดบริบทไป” ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ไฟแนนเชียลไทมส์ นักวิเคราะห์กล่าวว่า การกลับคำของนายเก๋ามีแนวโน้มที่จะเกิดจากแรงกดดันภายในโดยรัฐบาลจีน

การขาดความมั่นใจในวัคซีนของจีนมีส่วนทำให้เกิดปัญหาการกระจายวัคซีนของจีนในสถานที่ต่าง ๆ ตั้งแต่ฮ่องกงไปจนถึงคีร์กีซสถาน ตามรายงานข่าว

ในเวลาเดียวกันนี้ โครงการริเริ่มที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำในการกระจายวัคซีนโควิด-19 จำนวน 2 พันล้านโดสภายในสิ้น พ.ศ. 2564 ผ่านพันธมิตรนานาชาติให้แก่ประเทศรายได้ต่ำและปานกลางมากกว่า 90 ประเทศทั่วโลกก็ได้รับแรงผลักดันมากขึ้น ภายในช่วงกลางเดือนเมษายน วัคซีนมากกว่า 38 ล้านโดสได้กระจายไปยังประเทศหลายสิบแห่งผ่านความร่วมมือทั่วโลก ตามรายงานของเว็บไซต์แชร์อเมริกา

 

ภาพจาก: ดิแอสโซซิเอทเต็ด เพรส

หุ้น