• Home »
  • ติดอันดับ »
  • การห้ามทางการค้าของจีนส่งผลในแง่ลบ กระตุ้นให้เกิดการโต้กลับทั่วอินโดแปซิฟิก
การห้ามทางการค้าของจีนส่งผลในแง่ลบ กระตุ้นให้เกิดการโต้กลับทั่วอินโดแปซิฟิก

การห้ามทางการค้าของจีนส่งผลในแง่ลบ กระตุ้นให้เกิดการโต้กลับทั่วอินโดแปซิฟิก

เจ้าหน้าที่ FORUM

ประเทศประชาธิไตยในอินโดแปซิฟิกซึ่งประสบกับการห้ามทางการค้าหลังจากที่ออกมาเรียกร้องเกี่ยวกับการข่มเหงและการปราบปรามของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ได้ร่วมใจกันพิสูจน์ให้เห็นว่าเสรีภาพนั้นหอมหวานเหมือนกับสับปะรด

เมื่อต้นเดือนมีนาคม พ.ศ. 2564 รัฐบาลจีนได้ระงับการนำเข้าสับปะรดจากไต้หวันโดยอ้างว่ากลัวจะมี “สิ่งมีชีวิตที่เป็นอันตราย” พ่วงมากับผลไม้ดังกล่าวที่ส่งไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน ชาวสวนของไต้หวันขายสับปะรดประมาณ 40,000 ตันให้กับจีนใน พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นการส่งออกผลไม้ทั้งหมดของไต้หวันมากกว่าร้อยละ 95 ตามรายงานของบลูมเบิร์ก

การที่ประเทศจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าสินค้าที่ใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลกที่ซื้อผลิตภัณฑ์อาหารและการเกษตรจากไต้หวันเป็นมูลค่าประมาณ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาท) ต่อปี คว่ำบาตรไม่ซื้อสินค้าดังกล่าว ทำให้ความสัมพันธ์ของจีนกับคู่ค้าทั่วภูมิภาคอินโดแปซิฟิกร้าวฉานยิ่งขึ้น นางไช่ อิงเหวิน ประธานาธิบดีไต้หวัน เรียกการสั่งห้ามนำเข้าสับปะรดนี้ว่า “การซุ่มโจมตี” และนักวิเคราะห์หลายรายยืนยันว่าการเคลื่อนไหวนั้นเป็นอุบายบีบคั้นเกาะที่ปกครองตนเองและมีประชากร 24 ล้านคนแห่งนี้ซึ่งจีนอ้างว่าเป็นดินแดนของตน

“สับปะรดของเราเป็นสับปะรดที่ดีที่สุดในโลก และเรากำลังดำเนินการขายให้กับประเทศอื่น ๆ มากยิ่งขึ้น สับปะรดเหล่านั้นจะทำให้คุณยิ้มอย่างแน่นอน” นางไช่กล่าวผ่านทวิตเตอร์เมื่อวันที่ 2 มีนาคม พร้อมกับภาพรอยยิ้มของเธอขณะพร้อมกัดชิ้นสับปะรด

แคมเปญทางสื่อสังคมออนไลน์ได้แพร่กระจายไปทั่วโลกภายใต้แฮชแท็ก #FreedomPineapple หรือ #สับปะรดแห่งเสรีภาพ โดยมีผู้ที่ชื่นชอบผลไม้แบ่งปันสูตรอาหารทุกอย่าง ตั้งแต่เบียร์สับปะรดไปจนถึงก๋วยเตี๋ยวเนื้อกรุ่นสับปะรด ขณะเดียวกัน ประเทศต่าง ๆ รวมทั้งออสเตรเลียและญี่ปุ่นได้สั่งซื้อสับปะรดไต้หวันเป็นจำนวนมาก เช่นเดียวกับร้านค้าปลีกในประเทศและคนดังในท้องถิ่น ตามรายงานของสำนักข่าวกลางของไต้หวัน (ภาพ: เจ้าหน้าที่ธนาคารการเกษตรแห่งไต้หวันเข้าร่วมการแถลงข่าวในกรุงไทเป เพื่อส่งเสริมสับปะรดที่ปลูกในประเทศเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2564)

ซึ่งเป็นการส่งสารอย่างชัดเจนให้รู้ว่า จีนทำการใหญ่เกินตัว

“มีลูกค้าจำนวนมากขึ้นที่ถามหาสับปะรดของไต้หวัน โดยกล่าวว่าเพื่อเป็นการแสดงการสนับสนุนของตน” นางซาว ฟาน ซึ่งทำงานให้กับผู้ค้าส่งผลไม้ฮ่องกง กล่าวกับหนังสือพิมพ์เซาท์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์

ผู้สังเกตการณ์หลายคนกล่าวว่า จีนได้ใช้อำนาจทางเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือในการบีบบังคับรวมถึงลงโทษผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์มานานแล้ว ใน พ.ศ. 2563 จีนได้ใช้มาตรการตอบโต้ทางภาษีต่อผลิตภัณฑ์ของออสเตรเลีย รวมถึงไวน์ ข้าวบาร์เลย์ เนื้อ กุ้งมังกร ถ่านหิน และไม้ เจ้าหน้าที่จีนอ้างถึงข้อร้องเรียนต่าง ๆ ต่อออสเตรเลีย ตั้งแต่การประณามการกระทำของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในฮ่องกงและไต้หวัน ไปจนถึงการเรียกร้องให้มีการตรวจสอบโดยอิสระเกี่ยวกับต้นกำเนิดของการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ที่ปรากฏครั้งแรกในอู่ฮั่น ประเทศจีน

ทั้งนี้ จีนเป็นผู้นำเข้าไวน์รายใหญ่ที่สุดของออสเตรเลียมาจนถึงล่าสุด โดยมีการซื้อไวน์ประมาณ 123 ล้านลิตร คิดเป็นมูลค่าเกือบ 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.1 หมื่นล้านบาท) ใน พ.ศ. 2563 ตามรายงานของบรรษัทกระจายเสียงแห่งประเทศออสเตรเลีย

พันธมิตรและหุ้นส่วนของออสเตรเลียทั่วภูมิภาครวมตัวกันยืนข้างออสเตรเลีย กระทรวงการต่างประเทศไต้หวันระบุในทวิตเตอร์ว่า “เรายืนหยัดเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับ #ออสเตรเลีย โดยการเสิร์ฟ #ไวน์แห่งเสรีภาพ” พร้อมโพสต์ภาพไวน์สองขวด

สหรัฐฯ ได้เตือนรัฐบาลจีนว่าการดำเนินการทางการค้าต่อออสเตรเลียเป็นอุปสรรคที่ปิดกั้นความสัมพันธ์อันดีระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน

“สหรัฐฯ แสดงออกอย่างชัดเจนว่าจะไม่เตรียมพัฒนาความสัมพันธ์ในบริบททวิภาคีและแบบแยกต่างหาก ในช่วงเวลาเดียวกับที่พันธมิตรที่ใกล้ชิดและรักใคร่ประเทศหนึ่งกำลังตกอยู่ภายใต้การบีบบังคับทางเศรษฐกิจ” นายเคิร์ต แคมป์เบลล์ ผู้ประสานงานภูมิภาคอินโดแปซิฟิกสำหรับนายโจ ไบเดน กล่าวกับหนังสือพิมพ์เดอะซิดนีย์มอร์นิ่งเฮรัลด์ เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2564

“นี่แทบจะเป็นแถลงการณ์ที่ชัดเจนถึงบทบาทของพันธมิตรและความสำคัญของออสเตรเลียว่า เราจะไม่ทิ้งออสเตรเลียไว้ลำพังในสนาม” นายแคมป์เบลล์กล่าว “ไม่ใช่เพียงออสเตรเลียที่ตกเป็นเป้าการดำเนินการที่ไม่ประกาศชัดในลักษณะนี้ แต่เรายังเคยเห็นสิ่งนี้เกิดขึ้นในฟิลิปปินส์ เวียดนาม ไต้หวัน ญี่ปุ่น และประเทศอื่น ๆ ด้วย”

มาตรการลงโทษทางการค้าของจีนอาจส่งผลตรงกันข้ามในประเทศของตัวเองเช่นกัน จากการระงับการนำเข้าถ่านหินจากออสเตรเลีย โดยเฉพาะก่อนถึงฤดูหนาวที่รุนแรงพอดี จีนจึงจำกัดจำนวนอุปทานในขณะที่อุปสงค์เพิ่มสูงขึ้น ทำให้ราคาในประเทศสูงขึ้น ตามรายงานของรอยเตอร์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564

และมาตรการเกี่ยวกับภาษีไวน์ก็ไม่ได้ทำให้ผู้ค้าปลีกและผู้บริโภคยินดีแต่อย่างใด “ลูกค้าชาวจีนเลือกไวน์ออสเตรเลียมากกว่าไวน์จากแหล่งอื่น เพราะได้คุณภาพเดียวกันในราคาที่ถูกกว่า” นายลอง กวนยา ผู้นำเข้าไวน์ในเซียะเหมิน ประเทศจีน กล่าวกับเว็บไซต์ news.com.au ของออสเตรเลีย “เรื่องนี้จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อธุรกิจของผม เพราะหลังจากการปรับใช้ภาษีเหล่านี้ ราคาไวน์จะสูงขึ้นอย่างน้อย 3 เท่า”

 

ภาพจาก: เอเอฟพี/เก็ตตี้อิมเมจ

หุ้น