• Home »
  • ติดอันดับ »
  • การประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นเน้นย้ำถึงความแน่วแน่ของ “พันธมิตรที่เด็ดเดี่ยว” ในการรักษาอินโดแปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง
การประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นเน้นย้ำถึงความแน่วแน่ของ “พันธมิตรที่เด็ดเดี่ยว” ในการรักษาอินโดแปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง

การประชุมสุดยอดระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นเน้นย้ำถึงความแน่วแน่ของ “พันธมิตรที่เด็ดเดี่ยว” ในการรักษาอินโดแปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง

เจ้าหน้าที่ ฟอรัม

เจ็ดทศวรรษหลังจากพันธมิตรที่ “แน่วแน่” ระหว่างญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาได้ก่อตั้งขึ้น ทั้งสองประเทศยืนหยัดเป็น “รากฐานสำคัญของสันติภาพและความมั่นคงในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกและทั่วโลก” ผู้นำของทั้งสองประเทศกล่าวระหว่างการประชุมสุดยอดเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2564

เพื่อเป็นการเน้นย้ำถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ดังกล่าว นายโยชิฮิเดะ สึกะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น เป็นผู้นำต่างชาติคนแรกที่เดินทางไปพบนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ทำเนียบขาวหลังจากพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งของนายไบเดนในเดือนมกราคม พ.ศ. 2564

นายสึกะกล่าวกับผู้สื่อข่าวภายหลังการประชุมเมื่อวันที่ 16 เมษายน ว่า “สหรัฐอเมริกาเป็นมิตรที่ดีที่สุดของญี่ปุ่น” ตามบันทึกของทำเนียบขาว “ญี่ปุ่นและสหรัฐฯ เป็นพันธมิตรที่มีค่านิยมสากลร่วมกัน เช่น เสรีภาพ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน พันธมิตรของเราได้ทำหน้าที่เป็นรากฐานของสันติภาพและเสถียรภาพสำหรับภูมิภาคอินโดแปซิฟิกและทั่วโลก” (ภาพ: นายโยชิฮิเดะ สึกะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น (ซ้าย) และนายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ จัดงานแถลงข่าวนอกทำเนียบขาวภายหลังการประชุมสุดยอดเมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2564)

การประชุมครั้งนี้ครอบคลุมหัวข้อต่าง ๆ หลายหัวข้อ รวมถึงการแพร่ระบาดของโควิด-19 การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ นวัตกรรมทางเทคโนโลยี การปลดอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ กิจกรรมก้าวร้าวของสาธารณรัฐประชาชนจีนในทะเลจีนตะวันออกและทะเลจีนใต้และช่องแคบไต้หวัน ตลอดจนการละเมิดสิทธิมนุษยชนของจีนในฮ่องกงและภูมิภาคซินเจียง “ญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศประชาธิปไตยที่เข้มแข็งในภูมิภาค และเรามุ่งมั่นในการปกป้องและยกระดับค่านิยมที่มีร่วมกัน ซึ่งรวมถึงสิทธิมนุษยชนและหลักนิติธรรม” นายไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าว

การประชุมดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความไม่สบายใจทั่วทั้งอินโดแปซิฟิกเกี่ยวกับพฤติกรรมก่อความไม่มั่นคงของจีน โดยการประชุมดังกล่าวเปรียบเสมือนการปฏิเสธอย่างหนักแน่นต่อการขยายตัวของพรรคคอมมิวนิสต์จีน แถลงการณ์ร่วมที่ออกภายหลังจากการประชุม “คือการสร้างภาพลักษณ์ใหม่ให้กับความร่วมมือระหว่างสหรัฐฯ และญี่ปุ่นสำหรับยุคใหม่” นายโทเบียส แฮร์ริส นักวิจัยอาวุโสของเอเชียที่ศูนย์เพื่อความก้าวหน้าของอเมริกา เขียนในบทวิจารณ์เมื่อวันที่ 20 เมษายนของหนังสือพิมพ์เดอะเจแปนไทมส์

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ นี่เป็นครั้งแรกที่รัฐบาลของทั้งสองประเทศระบุอย่างชัดเจนว่าจีนเป็นความท้าทายอันดับต้น ๆ ที่พันธมิตรของตนกำลังเผชิญ” นายแฮร์ริสเขียน “ในขณะที่แถลงการณ์ในอดีตได้พาดพิงถึงภัยคุกคามด้านความมั่นคงทางทะเลและความจำเป็นในการรักษาความสงบเรียบร้อยตามกฎระเบียบระหว่างประเทศ แถลงการณ์ร่วมฉบับใหม่ได้ระบุชื่อจีนโดยตรงโดยแจกแจงรายการ ‘กิจกรรมที่ไม่สอดคล้องกับความสงบเรียบร้อยตามกฎระเบียบระหว่างประเทศ'”

การประชุมสุดยอดดังกล่าวเป็นการสรุปปฏิสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องของเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากทั้งสองประเทศที่เป็นพันธมิตรกันมาอย่างยาวนาน รวมถึงการเดินทางเยือนญี่ปุ่นในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2564 โดยนายลอยด์ ออสติน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ และนายแอนโทนี บลิงเคน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ เพื่อประชุมกับนายสึกะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น, นายโทชิมิตสึ โมเทกิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และนายโนบุโอะ คิชิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม

หลายวันก่อนการประชุมสุดยอดที่ทำเนียบขาว นายคิชิได้พบปะกับ พล.ร.อ. ฟิลิป เดวิดสัน ผู้บัญชาการกองบัญชาการสหรัฐฯ ภาคพื้นอินโดแปซิฟิก โดยทั้งสองได้ตกลงที่จะขยายความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงเพื่อต่อต้านความอหังการทางทะเลของจีน หลังจากนั้น 24 ชั่วโมงต่อมา มีการประชุมทางวิดีโอระหว่าง พล.ร.อ. ฮิโรชิ ยามามูระ ผู้บัญชาการกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่น และ พล.ร.อ. ไมเคิล กิลเดย์ หัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการทางเรือของกองทัพเรือสหรัฐฯ เพื่อหารือเกี่ยวกับการทำงานร่วมกันและการป้องปราม ตามรายงานของกองบัญชาการสหรัฐฯ ภาคพื้นอินโดแปซิฟิก กองทัพเรือของสหรัฐฯ และกองกำลังป้องกันตนเองทางทะเลญี่ปุ่นเข้าร่วมในการฝึกลาเปอรูส พ.ศ. 2564 ในมหาสมุทรอินเดียในเดือนเมษายน พ.ศ. 2564 ซึ่งประกอบไปด้วยกองทัพเรือออสเตรเลีย ฝรั่งเศส และอินเดีย

นอกเหนือจากการสร้างป้อมปราการทางทหารของจีนบนที่ดินที่เกิดจากการถมทะเลในน่านน้ำที่เป็นข้อพิพาทในทะเลจีนใต้แล้ว เรือของจีนยังได้บุกรุกเข้ามาในน่านน้ำของญี่ปุ่นบริเวณหมู่เกาะเซ็งกะกุภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นในทะเลจีนตะวันออกอีกหลายครั้ง ซึ่งจีนได้อ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของหมู่เกาะดังกล่าว กองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดินญี่ปุ่นประกาศในช่วงกลางเดือนเมษายนว่ากองกำลังจะทำการฝึกซ้อมร่วมในญี่ปุ่นกับกองทัพบกฝรั่งเศสและนาวิกโยธินสหรัฐฯ ซึ่งเป็นไปได้ว่าจะจัดการฝึกภายในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2564 ตามรายงานของเดอะเจแปนไทมส์ อีกทั้งยังรายงานว่า กองกำลังป้องกันตนเองภาคพื้นดินญี่ปุ่นกล่าวว่ากองกำลังจะดำเนินการฝึกซ้อมทั่วประเทศที่เกี่ยวข้องกับทุกหน่วยงานของตนเพื่อเสริมการป้องปราม ซึ่งการฝึกดังกล่าวมีขึ้นครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2536

กิจกรรมความพร้อมทางทหารที่เพิ่มขึ้นของญี่ปุ่นสะท้อนให้เห็นถึงความคิดเห็นสาธารณะของชาติ ตามข้อมูลจากแบบสำรวจของกระทรวงการต่างประเทศ เกือบร้อยละ 70 ของผู้ตอบแบบสำรวจเรียกร้องให้รัฐบาลแสดงท่าทีที่หนักแน่นเพื่อต่อต้านการบุกรุกของจีนในน่านน้ำของญี่ปุ่น ตามรายงานของเดอะเจแปนไทมส์

นายสึกะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และนายไบเดน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ไม่มีข้อสงสัยอีกต่อไปในความแน่วแน่ของ “พันธมิตรที่เด็ดเดี่ยว” ในการรับรองภูมิภาคอินโดแปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้างให้กับคนรุ่นหลัง

แถลงการณ์ของผู้นำทั้งสองระบุว่า “พวกเรารับรองว่าความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงของเรานั้นเด็ดเดี่ยว แม้ว่าจะเผชิญความท้าทายต่อวิสัยทัศน์ในภูมิภาคของเราก็ตาม ความร่วมมือของเราจะก่อให้เกิดการฟื้นฟูทางเศรษฐกิจโลกที่ยั่งยืนหลังจากปีแห่งความโศกเศร้าและความยากลำบากทั่วโลก และเราร่วมมือกับหุ้นส่วนที่มีแนวคิดเหมือนกันทั่วโลกเพื่อนำไปสู่ความสงบเรียบร้อยระหว่างประเทศตามกฎระเบียบ แม้ว่าจะมีความท้าทายต่อเสรีภาพและความเปิดกว้างต่อเรื่องดังกล่าว”

 

ภาพจาก: เอเอฟพี/เก็ตตี้อิมเมจ

หุ้น