ใน อนาคตของ รัสเซีย นับรวมจีนหรือไม่?

ใน อนาคตของ รัสเซีย นับรวมจีนหรือไม่?

สถานการณ์ที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นและผลที่ตามมา

ดร. ดรูว์ น‘นน‘ส/กองทัพออสเตรเลีย  

“สุภาพบุรุษยุโรปเหล่านั้นช่างสั่งสมความโกรธไว้มากเสียเหลือเกิน!” จากคำกล่าวของนายอันเดร ดานิโลวิช โกมิอากา โอปริช นีกี หรือทหารองครักษ์ผู้จงรักภักดีของพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียพระองค์ใหม่ “เป็นเวลาหลายทศวรรษที่พวกนั้นสูบก๊าซของเราไป โดยไม่นึกถึงความยากลำบากที่คนทำงานตัวเป็นเกลียวต้องเจอ ข่าวที่พวกนั้นรายงานช่างน่าประหลาดใจอะไรเช่นนี้! โธ่เอ๊ย ความหนาวมาเยือนเมืองนีซอีกแล้ว! สุภาพบุรุษทั้งหลาย พวกคุณคงต้องทำความคุ้นเคยกับการรับประทานฟัวกราส์เย็นชืดอย่างน้องสองถึงสามครั้งต่อสัปดาห์แล้วล่ะ รับประทานให้อร่อยนะ! กลับกลายเป็นว่าจีนหลักแหลมกว่าพวกคุณเสียอีก”

อย่างน้อยนั่นก็เป็นอนาคตของรัสเซีย (และจีน) ที่นายวลาดิมีร์ โซโรคิน นักเขียนขบถยุคหลังโซเวียต บรรยายให้เห็นภาพในนวนิยายของตนที่ชื่อ เดย์ ออฟ เดอะ โอปริชนีกี เนื้อหาของนิยายเรื่องนี้มีฉากท้องเรื่องอยู่ในรัสเซียยุคใหม่ พ.ศ. 2571 ซึ่งกลับมาปกครองด้วยระบอบจักรวรรดินิยมเต็มรูปแบบ และมีการสร้างกำแพงขนาดใหญ่ที่งดงามบริเวณชายแดนของรัสเซียใหม่ติดกับยุโรปเพื่อปิดกั้น “กลุ่มผู้ไม่มีศรัทธา ตั้งแต่พวกเลวทราม ไซเบอร์พังก์ ลัทธิมากซ์ ลัทธิฟาสซิสท์ พหุนิยม และอเทวนิยม!” รัสเซียมั่งคั่งและพรั่งพร้อมไปด้วยเทคโนโลยีของจีน แต่เมื่อมองให้ลึกลงไป ในเวลาเดียวกันก็กลับไปใช้ระบอบศักดินาของซาร์อีวานที่ 4 ผู้เหี้ยมโหด (หรือน่าเกรงขามอย่างที่ผู้นำรัสเซียยุคใหม่นี้อาจเป็นอยู่) 

แม้คำตอบของนายโซโรคินในนิยายอาจดูเพ้อเจ้อ แต่เขาก็ได้ตั้งคำถามที่ควรค่าแก่การหาคำตอบไว้ นั่นคือรัสเซียจะเป็นอย่างไรใน พ.ศ. 2571 และปีต่อ ๆ ไป ในอนาคตของรัสเซียจะมีสาธารณรัฐประชาชนจีนรวมอยู่ด้วยหรือไม่ และผลสืบเนื่องของอนาคตที่เป็นไปได้เหล่านี้สำหรับยุโรปและประเทศที่เหลือของโลกจะเป็นอย่างไร การที่รัสเซียกับจีนผสานแนวทางเข้าด้วยกันจะทำให้เกิดการตัดสินใจที่ตามมาของสหรัฐอเมริกา ยุโรป และพันธมิตร ซึ่งการตัดสินใจนั้นจะเป็นตัวกำหนดทิศทางของศตวรรษที่ 21 วิธีหนึ่งในการคาดการณ์ บอกให้รู้ และเตรียมพร้อมสำหรับการตัดสินใจเหล่านี้คือการไตร่ตรองถึงอนาคตที่อาจเกิดขึ้น

ธรรมดาแล้วอนาคตย่อมเป็นสิ่งไม่แน่นอน และการวิเคราะห์อนาคตเช่นครั้งนี้เป็นการสมมติภาพของสถานการณ์มากกว่าจะเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจจริง ๆ ซึ่งไม่ได้กระทำในลักษณะเสียดสีอย่างโจ่งแจ้งเช่นเดียวกับวิธีของนายโซโรคิน แต่การวิเคราะห์ด้านล่างจะเป็นการพิจารณาแนวโน้มและตัวชี้วัดที่สำคัญ ข้อมูลเชิงประจักษ์ที่มีอยู่สำหรับการคาดการณ์คร่าว ๆ และกรณีโต้แย้งข้อเท็จจริง ก่อนที่จะนำเสนอสถานการณ์ในอนาคตที่เป็นไปได้หลากหลายแบบ 

การวิเคราะห์นี้แบ่งคำถามเกี่ยวกับอนาคตที่อาจเกิดขึ้นของรัสเซียและจีนออกเป็นหลายส่วน โดยส่วนแรกเป็นการพิจารณาประวัติศาสตร์ร่วมกันและวิธีการที่เป็นไปได้ซึ่งรัสเซียกับจีนอาจใช้ ส่วนที่สองเป็นการพิจารณาแนวโน้มและอนาคตที่อาจเกิดขึ้นของทั้งสองประเทศ ส่วนที่สามเป็นการตรวจสอบบทบาทสำคัญในแผนการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีนที่กำหนดอนาคตเหล่านั้น และส่วนสุดท้ายเป็นการพิจารณาสถานการณ์และยุทธศาสตร์ที่เป็นไปได้ภายในอนาคตเหล่านี้

การคาดคะเนดังกล่าวจะใช้นโยบายขั้นพื้นฐานเป็นตัววิเคราะห์ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความคิดที่ชัดเจนว่าประเทศแถบตะวันตกเหล่านี้ต้องการอนาคตแบบใด และสิ่งใดที่ทำได้เพื่อให้อนาคตเป็นสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกฝ่าย ท้ายที่สุดแล้ว การวางแผนการตอบสนองที่เป็นไปได้ไว้หลาย ๆ แบบย่อมดีกว่าการต้องเผชิญกับการจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัวหรือไม่มีตัวเลือกอย่างมาก

อนาคตที่อาจเกิดขึ้นของจีน

เรามาดูอนาคตของจีนกัน โดยเฉพาะแนวโน้มและภาคส่วนต่าง ๆ ที่อาจกำหนดขอบเขตความเป็นไปได้ ได้แก่ สภาพแวดล้อมทางกายภาพ จำนวนประชากรและเศรษฐกิจของจีน การเมืองและสังคมจีน รวมถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของจีน ยุทธศาสตร์ในอนาคตของจีนสุดท้ายแล้วจะมีแนวโน้มเป็นอย่างไร และจีนมีทางเลือกใดในการดำเนินการกลยุทธ์ดังกล่าวบ้าง

โดยสรุปแล้ว อนาคตด้านสิ่งแวดล้อมของจีนไม่สู้ดีซึ่งถือเป็นข่าวร้าย เนื่องจากกระแสด้านสิ่งแวดล้อมแทบไม่มีแนวโน้มที่จะพลิกผันอย่างกะทันหัน และทางเลือกของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการรับมือกระแสเหล่านี้ในระยะยาวก็มีจำกัด การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของจีนใกล้เคียงเหล่าประเทศพัฒนาแล้วรวมกันเข้าไปทุกที และมีแนวโน้มที่จะเกินกว่านั้นอย่างมากใน พ.ศ. 2593 (ภาพที่ 1) หากไม่มีการยื่นมือเข้าช่วยทันที ดังข้อมูลที่เปิดเผยจากองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ ซึ่งประกอบด้วยประเทศสมาชิก ได้แก่ ออสเตรีย ออสเตรเลีย เบลเยียม แคนาดา ชิลี โคลัมเบีย สาธารณรัฐเช็ก เดนมาร์ก เอสโตเนีย ฟินแลนด์ ฝรั่งเศส เยอรมนี กรีซ ฮังการี ไอซ์แลนด์ ไอร์แลนด์ อิสราเอล อิตาลี ญี่ปุ่น ลัตเวีย ลิทัวเนีย ลักเซมเบิร์ก เม็กซิโก เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ นอร์เวย์ โปแลนด์ โปรตุเกส สโลวาเกีย สโลวีเนีย เกาหลีใต้ สเปน สวีเดน สวิตเซอร์แลนด์ ตุรกี สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา

แม้จะมีความคืบหน้าอยู่บ้างด้านการผลิตไฟฟ้าหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้น แต่จีนก็ยังถือว่าล้าหลังประเทศพัฒนาแล้วอื่น ๆ โดยส่วนใหญ่ ซึ่งก่อให้เกิดผลที่ตามมาทั่วโลกอย่างมีนัยสำคัญ รวมทั้งผลร้ายแรงที่ตามมาในประเทศ ที่ดินเพาะปลูกของจีนลดลงอย่างมากจาก 118 ล้านเฮกตาร์ใน พ.ศ. 2543 เหลือ 106 ล้านเฮกตาร์ในอีก 15 ปีให้หลังเท่านั้น ขณะที่ประชากรเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความมั่นคงด้านอาหารเป็นปัญหาใหญ่หลวง เมื่อเปรียบเทียบประเด็นนี้กับสหรัฐฯ ในช่วงเวลาเดียวกัน ที่ดินเพาะปลูกของสหรัฐฯ ลดลงจาก 175 ล้านเฮกตาร์เหลือ 154 ล้านเฮกตาร์ ทั้ง ๆ ที่เป็นการลดลงฉับพลันเช่นกัน แต่ก็ชี้ให้เห็นว่าแม้จีนจะได้รับผลกระทบระยะสั้นจากสงครามการค้าต่อเนื่องกับสหรัฐฯ จีนยังคงมีแนวโน้มที่จะพึ่งพาการนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ เว้นแต่จีนจะสามารถเพิ่มจำนวนการเพาะปลูกของพันธมิตรการค้าได้อย่างรวดเร็วในฐานะส่วนหนึ่งของโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง

ตัวบ่งชี้ด้านสิ่งแวดล้อมอื่น ๆ ของจีนบ่งบอกถึงเรื่องราวที่ส่งสัญญาณในทำนองเดียวกัน เช่น จำนวนประชาชนพลัดถิ่นภายในประเทศจากภัยธรรมชาติที่ยังคงมีจำนวนสูงเฉลี่ย 7 ล้านคนต่อปี ระดับความตึงเครียดด้านน้ำที่สูงอย่างยิ่ง และมลพิษทางอากาศเฉลี่ยต่อปีมากกว่าประเทศอื่น ๆ ในโลก (ภาพที่ 2)

จุดประสงค์ของการสำรวจนี้คือเพื่อแสดงให้เห็นว่าจีนจะประสบกับขีดจำกัดใหญ่หลวงด้านการเติบโตของภาคส่วนอื่น ๆ (ประชากร เศรษฐกิจ) ซึ่งมีสาเหตุโดยตรงมาจากปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมในอนาคตที่จีนจะต้องเผชิญ ต้นตอหลักของปัญหาเหล่านี้คือความสัมพันธ์ระหว่างน้ำ พลังงาน และอาหาร เนื่องจากเมื่อปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเหล่านี้พอกพูนขึ้นควบคู่ไปกับความต้องการด้านอาหารและพลังงานของจีน น้ำหรือปัจจัยหลักอื่น ๆ ที่ช่วยพยุงการเติบโตนี้ก็จะยิ่งน้อยลงเรื่อย ๆ 

ปัจจัยรองที่จำกัดการเติบโตของจีนและอนาคตของประเทศคือเรื่องจำนวนประชากร ผลตกทอดจากการควบคุมประชากรที่เข้มงวดของจีน (รวมถึงนโยบายลูกคนเดียว) ทำให้ภายใน พ.ศ. 2568 จีนจะไม่ใช่ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดอีกต่อไป ประเทศที่จะขึ้นมาแทนคืออินเดีย ซึ่งคาดไว้ว่าจะมีอัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนถึง พ.ศ. 2593 ความจริงแล้ว เร็วที่สุดภายใน พ.ศ. 2573 จำนวนประชากรของจีนจะเริ่มลดน้อยลง จนกระทั่งข้ามเส้นประชากรทั้งหมดของสมาชิกองค์กรเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจใน พ.ศ. 2583 (ภาพที่ 3) รากฐานแท้จริงที่จีนใช้สร้างความมั่งคั่งจะสึกกร่อนลง นั่นคือเศรษฐกิจที่เน้นการผลิตโดยใช้แรงงานราคาถูกจำนวนมาก ซึ่งเป็นกำลังการผลิตอย่างไม่จำกัดเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สร้างขึ้นบนหลังของประชากรจำนวนมหาศาล หากขนาดและการเติบโตของเศรษฐกิจโลกยังคงเชื่อมโยงกับวัยหนุ่มสาวและขนาดประชากรของประเทศอยู่ ในไม่ช้าประเทศตะวันตกอาจตั้งคำถามว่าการเพิ่มขึ้นของประชากรอินเดียต้องแลกมาด้วยการสูญเสียของจีนหรือไม่

และข่าวก็เลวร้ายลงอีก เนื่องจากประชากรจีนไม่ได้ลดน้อยลงอย่างเดียวแต่ยังมีอายุมากขึ้นด้วย ซึ่งหมายความว่าสัดส่วนแรงงานที่น้อยลงต้องค้ำจุนประชากรจีนเกษียณอายุที่มีจำนวนมากขึ้น จนเกิดเป็นข้อสงสัยว่าจีนจะประสบความสำเร็จในการสร้างความมั่งคั่ง และเพิ่มห่วงโซ่คุณค่าของเศรษฐกิจโลกก่อนที่ประชากรจะแก่ลงได้หรือไม่

ด้วยเหตุดังกล่าว เสถียรภาพทางการเมืองของจีนจึงยังคงขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งและประสิทธิภาพของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นเรื่องที่อาจถูกทดสอบความทนทานด้วยวิธีต่าง ๆ ที่ไม่คาดคิดในช่วงหลายทศวรรษข้างหน้า ประการแรก การมีเสถียรภาพในประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน แม้ภายนอกอาจดูเหมือนเป็นการปกครองของพรรคเดียวภายใต้การนำของนายสี จิ้นผิง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่กลับมีการถือพวกพ้องและเสี่ยงที่จะเกิดความขัดแย้งภายในมากกว่าที่เห็น แท้จริงแล้ว การรับตำแหน่งของนายสีเกือบหยุดชะงัก เมื่อนายสีหายตัวไปเป็นเวลาสองสัปดาห์ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2555 หนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตันโพสต์ รายงานว่า เหตุการณ์หายตัวไปเกิดขึ้นเมื่อผู้นำอาวุโสของจีนทุ่มเก้าอี้ในช่วงการประชุมที่มีการโต้เถียงกัน จนทำให้นายสีได้รับบาดเจ็บขณะเข้าไปขวาง 

ในแง่ของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงของจีน มีโครงการหลักสามโครงการที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องเดินหน้า นั่นคือการสานต่อแนวคิด “ความฝันของจีน” ของนายสี การยึดมั่นในสิ่งจำเป็นทางภูมิรัฐศาสตร์ และการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งให้มากที่สุด ความฝันของจีนฝากไว้กับการคาดคะเนที่ว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนมีลู่ทางเป็นเวลา 20 ปี ในการพัฒนาความร่ำรวยจนเพียงพอต่อการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง เพื่ออนาคตที่มั่งคั่งและมีอำนาจของจีน ในช่วงเวลานี้ โดยพื้นฐานแล้วพรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่มีแนวโน้มจะท้าทายระเบียบทางเศรษฐกิจหรือการเมืองในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เพราะส่วนใหญ่เอื้อประโยชน์ให้จีนในตอนนี้ และมีค่าใช้จ่ายเล็กน้อยที่จีนต้องแบกรับเพื่อรักษาไว้ เหนือสิ่งอื่นใด จีนหวังที่จะค่อย ๆ วางรากฐานเพื่อจำลองการควบคุมสถานการณ์ภายในประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีนไปใช้กับการควบคุมสถานการณ์ภายนอกประเทศ โดยเริ่มจากเศรษฐกิจไปจนถึงการเมืองในท้ายที่สุด โดยโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางเป็นภารกิจพื้นฐานที่มีบทบาทต่อการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้ ขณะดำเนินการเช่นนี้ จีนต้องคงไว้ซึ่งการยึดมั่นในสิ่งจำเป็นทางภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศ นั่นคือการรักษาความเป็นเอกราชของจีนในทุกภาคส่วน การรักษาบูรณภาพทางดินแดนในซินเจียงและฮ่องกงในขณะที่ขยับเข้าหาไต้หวัน และยังคงรักษาท่าทีภายในประเทศขณะที่ยับยั้งการแทรกแซงจากภายนอกผ่านยุทธศาสตร์การต่อต้านการเข้าถึง/การปฏิเสธการเข้าพื้นที่ทางทหาร สุดท้ายนี้ พรรคคอมมิวนิสต์จีนแทบต้องการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางทหารอย่างเปิดเผยกับประเทศอื่น ๆ ที่มีความสามารถเป็นแน่ โดยเชื่อว่าความขัดแย้งแม้เพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับประเด็นที่นอกเหนือจากสิ่งจำเป็นทางภูมิรัฐศาสตร์ของจีน ก็เป็นภัยต่อลู่ทางสู่ความฝันของจีนได้แล้ว

ดังนั้น อนาคตของจีนจึงขึ้นอยู่กับการดำเนินตามเป้าหมายเหล่านี้อย่างประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การพัฒนาความร่ำรวยก่อนที่ประชาชนจะอายุมากขึ้นและกระจายผลประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางเป็นวิธีการหลักในการบรรลุผลเรื่องนี้ นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนเกรงกลัวภัยคุกคามและความไม่มั่นคงภายในประเทศมากกว่าผู้มีบทบาทภายนอก แม้จะยังคงวางแผนเพื่อรับมือผู้มีบทบาทภายนอกก็ตาม มีปัจจัยสำคัญสองประการที่ผลักดันอนาคตที่อาจเกิดขึ้นของจีน นั่นคือเศรษฐกิจจีนจะดำเนินไปอย่างเต็มที่ (และมีกำลังการผลิตสูง) หรือไม่ ตลอดจนประสิทธิภาพและความชอบธรรมของพรรคคอมมิวนิสต์จีน หากเราจัดเรียงแนวโน้มทั้งสองนี้บนแกนเอ็กซ์และแกนวาย เราจะได้ภาพอนาคตของจีนที่อาจเกิดขึ้นซึ่งมีความน่าสนใจ (ภาพที่ 5)

ในอนาคตของจีนที่มีกำลังการผลิตสูง ประสิทธิภาพ/ความชอบธรรมสูง เราจะได้การกลับมาอีกครั้งของยุคปฐมจักรพรรดิจีนแบบใช้เทคโนโลยีขั้นสูง นั่นคือการที่พรรครัฐบาลใช้เทคโนโลยีในอนาคตเพื่อควบคุมชีวิตประชากรและความมั่นคงภายในอย่างเข้มงวดกวดขัน (“ลูกกรงเหล็ก” ของจิ๋นซีฮ่องเต้ ที่นำมาใช้กับชีวิตของชาวจีนประกบทุกเรื่องในพื้นที่ของประชาชน) ในขณะที่ยังคงมอบชีวิตที่ร่ำรวยและสะดวกสบายให้ประชาชนส่วนใหญ่ ในสถานการณ์ที่มีกำลังการผลิตสูง ประสิทธิภาพ/ความชอบธรรมต่ำ เราจะได้การย้อนคืนสู่ยุคราชวงศ์ชิง ซึ่งเศรษฐกิจที่เจริญรุ่งเรืองและความมั่งคั่งจำนวนมากได้ถ่ายทอดไปยังผู้มีบทบาททั้งภายในและต่างประเทศแต่เป็นไปอย่างช้า ๆ จากนั้นการถือครองของพรรคคอมมิวนิสต์จีนก็จะแตกแยกอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจนำไปสู่การเปิดเสรีของสังคมจีนหรือการแบ่งผลประโยชน์ในกลุ่มผู้มีบทบาทที่ร่ำรวยและมีอิทธิพลมากที่สุด อีกทางหนึ่ง ในสถานการณ์ที่มีประสิทธิภาพ/ความชอบธรรมสูง กำลังการผลิตต่ำ เราอาจเห็นการกลับมาของความพยายามซ้ำ ๆ แบบประธานเหมา เจ๋อตง ในการเปลี่ยนแปลงจีนท่ามกลางสถานการณ์ที่ขมขื่น ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนใช้การควบคุมที่เข้มงวดแต่ส่งผลน้อย โดยการเติบโตชะลอตัวลงและประชากรยากจนที่เห็นความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจทั่วโลกอพยพไปยังที่อื่น ประการสุดท้ายซึ่งเลวร้ายที่สุดในบรรดาโลกที่เป็นไปได้ทั้งหมดคือในสถานการณ์ที่มีประสิทธิภาพ/ความชอบธรรมต่ำ กำลังการผลิตต่ำ จะเป็นการหวนคืนสู่ความสั่นคลอนแบบสามก๊กของจีน อันนำมาซึ่งความสามัคคีที่น้อยลงและการล่มสลายเพิ่มขึ้น 

วิธีคิดง่าย ๆ เกี่ยวกับอนาคตของจีนเช่นนี้ไม่ได้คาดการณ์ว่าสถานการณ์ข้อใดข้อหนึ่งจะเป็นไปได้มากกว่ากัน เนื่องจากความเป็นจริงมีแนวโน้มที่จะแตกต่างไปจากสถานการณ์เหล่านี้ทั้งหมดและซับซ้อนกว่านี้มาก แต่วิธีคิดเช่นนี้ช่วยให้เรานึกภาพรัฐต่าง ๆ แล้วไตร่ตรองถึงส่วนที่เป็นความสำเร็จหรือความล้มเหลวของโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง รวมถึงความสัมพันธ์ของจีนกับรัสเซียที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเหล่านี้ได้ 

อนาคตที่อาจเกิดขึ้นของรัสเซีย

ในแง่ของยุทธศาสตร์ในอนาคต มีแนวโน้มว่ารัสเซียจะพยายามรักษาสมดุลระหว่างการยั่วยุกับการยอมอ่อนข้อกับชาติตะวันตก โดยเดิมพันว่าพันธมิตรยุโรปคงไม่แข็งแกร่งพอจะใช้นโยบายการเผชิญหน้าหรือการควบคุมอย่างเต็มที่ และรัสเซียจะพยายามบีบให้ได้รับการยอมอ่อนข้อในจุดที่ทำได้ ในขณะเดียวกัน การยกระดับยุทธศาสตร์การป้องกันความเสี่ยงในจีนและยูเรเซียจะเป็นสิ่งที่มีคุณค่าสำหรับรัสเซีย เพื่อแสวงหาตลาดและพันธมิตรใหม่ ๆ ที่เป็นไปได้ ท้ายที่สุด รัฐบาลเผด็จการของรัสเซียมีแนวโน้มที่จะพยายามเสริมสร้างความยืดหยุ่นและการพึ่งพาภายในประเทศ พร้อมกับพยายามบรรเทาผลกระทบจากช่วงขาลงของมหาวัฏจักรด้านทรัพยากร สิ่งที่น่าสนใจที่สุดเกี่ยวกับยุทธศาสตร์เหล่านี้คือ วัตถุประสงค์สามประการหลังที่ดูเหมือนจะคาบเกี่ยวโดยตรงกับโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง และคำถามที่กดดันว่ารัสเซียจัดเป็นส่วนพื้นฐานของยุทธศาสตร์นี้หรือไม่ คงไม่ไกลเกินไปจากอนาคตสมมติของนายโซโรคินนักที่จะจินตนาการถึงรัสเซียที่ฟื้นคืนชีพอีกครั้งโดยหยุดความกดดันจากตะวันตกได้สำเร็จ หล่อหลอมความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงอย่างใกล้ชิดในจีนและยูเรเซีย พบตลาดใหม่และวิธีการที่จะบรรเทาปัญหาทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน จึงทำให้ประเทศมั่นคงในมาตุภูมิ 

สิ่งนี้นำไปสู่กลุ่มอนาคตทางเลือกที่น่าสนใจแต่อาจไม่ปลอดภัยของรัสเซีย (ภาพที่ 6) ในขณะที่อนาคตทางเลือกของจีนส่วนใดส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพและอำนาจของจีน แต่ในกรณีของรัสเซีย แนวโน้มดังกล่าวอาจถูกต้องมากกว่าหากกำหนดตามระดับความขัดแย้งภายในประเทศและสิ่งที่ขัดขวางวัตถุประสงค์ของอภิชนในรัสเซีย ในทำนองเดียวกัน ขณะที่กำลังการผลิตและความสามารถทางเศรษฐกิจของจีนในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกเป็นคำถามสำคัญ แต่สำหรับรัสเซียกลับเป็นคำถามที่ง่ายกว่าอย่างเศรษฐกิจจะฟื้นตัวหรือตกต่ำลง สถานการณ์ทั้งสี่ที่แสดงให้เห็นแตกต่างจากจีนในรายละเอียด ซึ่งบ่งบอกถึงโครงสร้างภายในที่แตกต่างของรัสเซีย รวมถึงแหล่งที่มาของจุดแข็งและช่องโหว่ แต่ก็อาจเปรียบกับยุคในอดีตได้คร่าว ๆ เช่นกัน รัสเซียที่แข็งแกร่งและเป็นหนึ่งเดียวทางเศรษฐกิจอาจเปรียบได้กับยุคพระเจ้าปีเตอร์มหาราช 2.0 ซึ่งผู้นำและอภิชนในอนาคตของรัสเซียมีขอบเขตที่จะคัดค้านหรือร่วมมือกันในบางส่วนของตะวันตก ในขณะที่หลอมรวมความสัมพันธ์และอัตลักษณ์ที่ไม่เหมือนใครในตะวันออก (สนธิสัญญาเนอร์ชินสค์ใหม่หรือมิตรภาพพิเศษ) ทั้งโลกอาจหวั่นเกรงอย่างมากจากการจัดตำแหน่งภูมิรัฐศาสตร์เช่นนี้ และตามจริงแล้วก็เคยมีการสนทนาถึงหัวข้อนี้ในหมู่นักรบยุคสงครามเย็นหัวรั้นรุ่นเก่า เช่น นายพอล ดิบบ์ และนายเฮนรี คิสซินเจอร์ ในทางกลับกัน รัสเซียที่แข็งแกร่งทางเศรษฐกิจแต่เปราะบางทางการเมือง อาจมีลักษณะคล้ายคลึงกับช่วงต้นของยุคนายนีกีตา ครุชชอฟ ที่อภิชนประสบปัญหาในการยับยั้งความขัดแย้งที่แพร่ไปทั่ว ในขณะที่สถานการณ์แกว่งไปมาระหว่างการบรรเทาลงกับการปราบปรามที่ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของอภิชนเสียทีเดียว เช่นเดียวกับจีน สถานการณ์เช่นนี้น่าจะทำให้รัสเซียมีความมั่นคงน้อยลงและมีความผันผวนมากขึ้นในเวทีโลก เนื่องจากนโยบายต่างประเทศได้รับแรงผลักดันจากความผันผวนภายใน รัสเซียที่อ่อนแอทางเศรษฐกิจแต่มีความขัดแย้งภายในต่ำ อาจเป็นภาพแทนของการกลับสู่ภาวะเศรษฐกิจชะงักงันในสมัยนายเลโอนิด เบรจเนฟ ที่ไม่มีใครมีความสุขเป็นพิเศษและรัสเซียเก็บเนื้อเก็บตัว แต่ความกลัวว่าอาจเกิดสิ่งที่เลวร้ายลงไปกว่านี้ช่วยป้องกันการกระทำที่รุนแรงทั้งภายในและภายนอกประเทศ

ประการสุดท้าย สถานการณ์ที่น่ากลัวที่สุดสำหรับรัสเซียคือ การ กลับไปสู่ห้วงเวลาแห่งความขัดแย้งและการล่มสลายทางเศรษฐกิจที่แสดงให้เห็นถึงความมีศักยภาพมากที่สุดในจินตนาการของรัสเซีย ในช่วงการเปลี่ยนผ่านจากยุคของนายมีฮาอิล กอร์บาชอฟ ไปสู่ยุคของนายบอริส เยลต์ซิน และช่วงเวลาหลายปีของนโยบาย “ช็อกบำบัด” เพื่อปฏิรูปเศรษฐกิจ แม้ว่าสถานการณ์ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดของจีนจะแสดงออกผ่านการล่มสลายของสถาบันและการเปลี่ยนผ่านที่ไม่แน่นอน แต่ไม่ได้แสดงถึงการล่มสลายหรือการแตกแยกของจีนเอง ในกรณีของรัสเซีย เราไม่ควรวางใจนักเนื่องจากความขัดแย้งที่สั่งสมท่วมท้น (สาธารณรัฐเชเชน สาธารณรัฐออสเซ็ทเทียใต้และอับคาเซีย โดเนตสค์ ไครเมีย) ซึ่งรัสเซียยังคงรักษาความมั่นคงของพรมแดนและสิ่งที่รัสเซียเห็นว่าเป็นรัฐบริวารไว้ได้ รัสเซียอาจแยกออกจากกันภายใต้แรงกดดันดังกล่าว ซึ่งจุดชนวนความขัดแย้งที่สั่งสมท่วมท้นให้กลายเป็นสงครามอันดุเดือด เราอาจต้องเผชิญกับความจริงว่าสิ่งเดียวที่เลวร้ายกว่ารัสเซียที่ก้าวร้าวหรือฟื้นคืนชีพคือการที่รัสเซียล่มสลาย 

โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง

สุดท้ายนี้ โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางและการที่โครงการนี้ทำหน้าที่เป็นหัวใจสำคัญของบรรดาอนาคตทางเลือกต่าง ๆ ถือเป็นสิ่งที่ควรค่าแก่การพิจารณา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางซึ่งได้รับการประกาศใน พ.ศ. 2556 โดยนายสี จิ้นผิง เป็นส่วนหนึ่งในความฝันของจีนที่กว้างขึ้นและ “ความคิดของนายสี จิ้นผิง เกี่ยวกับสังคมนิยมแบบจีนสำหรับยุคใหม่” และได้เปลี่ยนชื่อเป็นโครงการแถบและเส้นทางใน พ.ศ. 2559 โครงการนี้ประกอบด้วยทางรถไฟ ถนน ท่าเรือ และโครงการอื่น ๆ มูลค่า 5.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 17.27 ล้านล้านบาท) โดยสร้างกลุ่มเส้นทางหกสายตามยุทธศาสตร์เส้นทางสายไหมทางบก และเส้นทางสายไหมทางทะเลในศตวรรษที่ 21 ตามที่จีนกำหนดไว้ เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2562 ประเทศ 125 แห่งลงนามในข้อตกลงความร่วมมือกับจีนซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการริเริ่มนี้ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการนี้อาจไม่เป็นจริงได้มากนัก ตามที่ธนาคารโลกประเมินว่ามีเพียงประเทศ 71 แห่งจาก 125 แห่งที่มีความเชื่อมโยงกับโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางในลักษณะที่มีสาระสำคัญ นอกจากนี้ยังมีความสับสนเกี่ยวกับส่วนที่เป็นแถบและเส้นทางซึ่งควรค่าแก่การชี้แจงดังนี้ เส้นทางบนบกคือ “แถบ” เพราะช่วยให้มีการดำเนินเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมและตลาดเกิดขึ้นตลอดความยาวของเส้นทาง ซึ่งช่วยผลักดันความปรารถนาอันแรงกล้าระดับโลกของจีน ในขณะที่ “เส้นทาง” จะหมายถึงเส้นทางเดินเรือ ซึ่งใช้ขนส่งสินค้าจากท่าเรือหนึ่งไปอีกท่าเรือหนึ่งเท่านั้น 

ตามที่นักวิจารณ์หลายคนชี้ให้เห็น เศรษฐกิจของจีนเผชิญความจริงว่าอยู่ในช่วงชะลอตัว จีนต้องรักษาอัตราการเติบโตที่สูงนี้อย่างต่อเนื่องแม้ว่าจะมีการชะลอตัว เพื่อให้เกิดการจ้างงานและเสถียรภาพ แต่หลายปีที่ผ่านมา พรรคคอมมิวนิสต์จีนเลือกใช้หนี้สินและการควบคุมรัฐที่ไม่สามารถแข่งขันได้เป็นเครื่องมือ ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะไม่ได้ผลอย่างที่จีนประสงค์อีกต่อไป ประการที่สอง จีนต้องปรับสมดุลเศรษฐกิจของประเทศจากผู้ผลิตสินค้าส่งออกราคาถูกเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้น (เช่น รถยนต์ เทคโนโลยีที่ผลิตในประเทศ และการเงิน) ให้แก่ตลาดภายในและภายนอกประเทศ ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อหลีกเลี่ยงกับดักรายได้ปานกลาง หรือการที่ประเทศเริ่มมีผู้สูงอายุก่อนที่จะเติบโตร่ำรวย

จนถึงตอนนี้ มีทฤษฎีการแข่งขันสองทฤษฎีเกี่ยวกับวิธีที่โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางจะบรรลุผลนี้ “แม็กซิมัลลิสต์” อย่างนายบรูโน มาเชส นักรัฐศาสตร์ มองว่าโครงการนี้เป็นเพียงการเริ่มต้นระเบียบโลกใหม่ทางเศรษฐกิจที่จีนเป็นฝ่ายนำการดำเนินการ นายมาเชสเขียนว่า “ใครก็ตามที่สามารถสร้างและควบคุมโครงสร้างพื้นฐานที่เชื่อมโยงปลายทั้งสองด้านของยูเรเซียจะครองโลก ด้วยการควบคุมอัตราการเคลื่อนไหวและโครงสร้างของการลงทุนในประเทศกำลังพัฒนา จีนอาจเปลี่ยนผ่านไปสู่การผลิตและบริการที่มีมูลค่าสูงขึ้นได้อย่างราบรื่นมากยิ่งขึ้น” นอกจากนี้ ธนาคารโลกตั้งข้อสังเกตว่า “ประเทศที่อยู่ตามเส้นทางโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางได้รับความช่วยเหลือที่ไม่ดี จากโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิมและจากช่องโหว่ของนโยบายต่าง ๆ ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้การค้าของประเทศเหล่านั้นลดลงร้อยละ 30 และขาดแคลนการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศที่เป็นไปได้ถึงร้อยละ 70 เส้นทางการขนส่งโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางจะช่วยสองด้านที่สำคัญ ได้แก่ การลดเวลาเดินทาง และการเพิ่มการค้าและการลงทุน” ดังนั้น จีนกำลังปิดช่องโหว่และสร้างความเป็นมิตรภายในโลกที่กำลังพัฒนาไปพร้อม ๆ กัน โดยหวังที่จะเป็นผู้นำเศรษฐกิจโลกในระยะถัดไป จากการไล่ตามทันประเทศที่พัฒนาแล้วในองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจมากขึ้นซึ่งปัจจุบันอยู่ในตำแหน่งต้น ๆ ของห่วงโซ่คุณค่า 

แต่ยังมีทฤษฎี “มินิมัลลิสต์” ที่โต้แย้งว่าองค์ประกอบการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ที่ประสบความสำเร็จของโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางจนถึงตอนนี้ แอบแฝงบางอย่างที่เล็กน้อยกว่าที่เห็นอยู่มาก เช่น นายโจนาธาน ฮิลล์แมน นักวิชาการอาวุโส ที่สถาบันวิจัยนโยบายการต่างประเทศและยุทธศาสตร์ แย้งว่า “โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางเป็นโครงการที่ใหญ่มากจึงแทบเป็นไปไม่ได้ที่บุคคลหนึ่งจะรอบรู้เกี่ยวกับโครงการนี้ บางครั้งผมก็ไม่เชื่อว่าจีนจะเข้าใจทั้งหมด” ส่วนธนาคารโลกออกคำเตือนขนานใหญ่ในการวิเคราะห์ที่กล่าวถึงก่อนหน้านี้ ในรายงานฉบับเดียวกัน ผู้เขียนแย้งว่าแผนการดังกล่าวจะได้ผล “ก็ต่อเมื่อจีนและประเทศต่าง ๆ ตามเส้นทางปรับใช้การปฏิรูปนโยบายที่เจาะลึกขึ้น ซึ่งเพิ่มความโปร่งใส ขยายการค้า ปรับปรุงความยั่งยืนด้านหนี้สิน รวมถึงลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการทุจริต” ทฤษฎีนี้อ้างเหตุผลว่าแผนการดังกล่าวเป็นเรื่องราวที่ชาญฉลาด เพื่อให้ได้รับประโยชน์มากขึ้นจากสิ่งที่เป็นเพียงตัวกระตุ้นเศรษฐกิจจีนโดยเฉพาะภาคการก่อสร้าง และเป็นการนำเสนอการตลาดในเวลาเดียวกัน เพื่อให้ได้เงินทุนต่างประเทศและการยอมรับสำหรับแผนการที่เป็นประโยชน์ต่อจีนเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้น นักวิจารณ์บางคนได้เน้นว่าโครงการต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดแผนการดังกล่าวไม่ได้ช่วยขยายขอบเขตเศรษฐกิจ แต่เป็นกับดักหนี้ที่มีประโยชน์ซึ่งทำให้จีนมีอำนาจต่อรองเหนือกว่ารัฐบาลประเทศเพื่อนบ้าน สุดท้ายแล้ว นักวิจารณ์หลายคนเน้นย้ำว่าแผนการดังกล่าวคือการซ่อนเร้นที่เป็นประโยชน์ต่อจีนในการซื้อความภักดีจากกลุ่มแกนนำพรรคและธุรกิจที่มีสายสัมพันธ์ระหว่างกัน และการทุจริตฉกชิงผลประโยชน์จำนวนมากจากการลงทุนใดก็ตาม

แล้วโครงการนี้เป็นแบบใดกันแน่ นี่คือคำถามที่สำคัญเป็นพิเศษเนื่องจากแผนการนี้เป็นหัวใจสำคัญที่อาจชี้ชะตาว่ากลุ่มอนาคตทางเลือกของจีนหรือรัสเซียมีแนวโน้มจะเกิดแบบใดขึ้นมากกว่ากัน และในขณะที่โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางเป็นกิจการขนาดใหญ่ซึ่งต้องใช้เวลาประเมินหลายปี แต่เท่าที่เห็นจนถึงตอนนี้ภาพพจน์ยังไม่สู้ดีนัก โครงการนี้เป็นการสร้างกับดักหนี้ให้กับประเทศที่มีจุดอ่อนมากกว่า เช่น ศรีลังกา ซึ่งได้ยืมเงินจำนวนมากเพื่อลงทุนสร้างท่าเรือใหม่ แต่แล้วก็ยินยอมให้บริษัทรัฐวิสาหกิจของจีนเช่าเป็นระยะเวลา 99 ปีเพื่อแลกกับการผ่อนปรนหนี้ ศรีลังกาไม่เหลืออะไรมากนัก แต่จีนกลับได้รับสิ่งอำนวยความสะดวกทางยุทธศาสตร์พร้อมด้วยเส้นทางการขนส่งที่สำคัญ โครงการระเบียงเศรษฐกิจระหว่างจีนกับปากีสถานมูลค่า 6.2 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.85 ล้านล้านบาท) ได้มอบความหวังที่จะเห็นศักยภาพของโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางกับพันธมิตรสำคัญ แต่ก็หยุดชะงักลงท่ามกลางปัญหาหนี้สินจำนวนมากของปากีสถาน พม่าได้ลดขนาดข้อตกลงท่าเรือกับจีนที่มีมูลค่าแรกเริ่ม 7.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.2 แสนล้านบาท) ลงมาที่ 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.9 หมื่นล้านบาท) รัฐบาลมาเลเซียได้ยกเลิกแนวท่อขนส่งมูลค่า 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 8.9 หมื่นล้านบาท) และอ้างว่าจะยกเลิกข้อตกลงรถไฟมูลค่า 1.1 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3.3 แสนล้านบาท) มัลดีฟส์กำลังแสวงหาการผ่อนปรนหนี้สินและการยกเลิก เนื่องจากการทุจริตที่แพร่สะพัดในหมู่โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ส่วนโรงไฟฟ้าในเคนยาถูกระงับโดยศาลของประเทศ เนื่องจากการทุจริตและข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อม 

แต่กระนั้น โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางก็ยังทำประโยชน์ ธนาคารโลกประเมินว่ามีการเติบโตทางการค้าในเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกันระหว่างร้อยละ 2.8 ถึง 9.7 (ร้อยละ 1.7 ถึง 6.2 ทั่วโลก) ขณะเดียวกันจีนและพันธมิตรทางการค้าก็ได้รับข้อได้เปรียบที่สำคัญในภาคส่วนที่มีข้อจำกัดด้านเวลา เช่น การจัดหาผลไม้และผัก หรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ นอกจากนี้ยังประเมินว่าประเทศที่มีรายได้ต่ำมีการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศเพิ่มขึ้นร้อยละ 7.6 เนื่องจากการเชื่อมโยงเส้นทางขนส่งใหม่ แต่เป็นที่แน่ชัดด้วยว่าโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง มีแนวโน้มที่จะไม่เป็นไปตามคำกล่าวอ้างของกลุ่มนักทฤษฎีแม็กซิมัลลิสต์มากทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่าด้วยมุมมองจากเรื่องราวที่ผ่านมา นี่คือสิ่งที่เราคิดว่าจะเป็น เกี่ยวกับการลงทุนมูลค่า 5.75 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 17.2 ล้านล้านบาท) ของจีน ระเบียบทางเศรษฐกิจยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สองเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาด้วยเงินลงทุนหลายล้านล้านดอลลาร์ของสหรัฐฯ และพันธมิตร ตลอดหลายทศวรรษ รวมถึงการฟื้นฟูเยอรมนีตะวันตกและญี่ปุ่น นักวิชาการยังคงวุ่นอยู่กับค่าเสียหายที่สหภาพโซเวียตเสียไปกับการสร้างระเบียบแบบคอมมิวนิสต์ในลักษณะเดียวกันซึ่งล่มสลายไปในท้ายที่สุด หากมองในแง่ดีอาจคิดได้ว่าจีนสามารถประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนแปลงที่คล้ายคลึงกันโดยใช้เงินไม่มาก

คำตอบ

แต่เมื่อกลับไปที่คำถามเดิม หรืออย่างน้อยก็คำถามเดิมในอีกรูปแบบหนึ่ง อนาคตของจีนมีเอเชียกลาง เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อิหร่าน ตุรกี ยุโรป และแอฟริการวมอยู่ด้วยหรือไม่ ชัดเจนว่าคำตอบคือใช่ แม้ว่ามีการส่งมอบองค์ประกอบของโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางเพียงไม่มาก จีนก็จะมองหาการจัดตั้งตลาดที่เป็นประโยชน์ร่วมกันในภูมิภาคเหล่านี้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเพื่อทรัพยากร ความมั่นคงทางอาหาร อุตสาหกรรมใหม่ หรือองค์ประกอบอื่น ๆ ในห่วงโซ่คุณค่าการผลิตของจีนก็ตาม พร้อมกันนี้ ตลาดเหล่านั้นยังมอบการเข้าถึง แรงงานราคาถูก ทักษะ และทรัพยากรที่จำเป็นต่อจีนในการพัฒนาความมั่งคั่งและความพึงพอใจของพลเมือง ตลาดเหล่านี้ใกล้เคียงกับจีน โดยสามารถปรับตัวเข้ากับการลงทุนและระดับการควบคุมของจีน รวมทั้งตลาดและจีนยืนหยัดที่จะได้รับประโยชน์จากผลลัพธ์เดียวกัน

แต่ในอนาคตของจีนมีรัสเซียรวมอยู่ด้วยหรือไม่ หลังจากตรวจสอบหลักฐาน ในขณะที่ยังเป็นไปได้อยู่ คำตอบคือไม่ เนื่องด้วยเหตุผลบางประการที่ทับซ้อนกัน นั่นคือทรัพยากร ตลาด ภูมิศาสตร์ การแข่งขัน และแนวโน้มของรัสเซีย รัสเซียมีทรัพยากรที่ไม่ค่อยหลากหลาย โดยส่วนมากคือพลังงานและทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งจีนสามารถหามาจากประเทศต่าง ๆ ที่ใกล้เคียงกับท่อน้ำเลี้ยงทางเศรษฐกิจมากกว่าที่รัสเซียจะทำได้ จีนไม่เพียงต้องการเสบียงแต่ยังต้องการตลาดแลกเปลี่ยนสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่ม เพื่อเป็นหลักประกันสำหรับการค้าแบบสองทางที่แข็งแกร่ง ส่วนรัสเซียไม่มีแนวโน้มที่จะมอบอย่างหลังให้จีนได้เนื่องจากตลาดมีขนาดเล็กกว่าและค่อนข้างด้อยกว่า แม้จะมีสนธิสัญญามิตรภาพและการก่อสร้างเครือข่ายท่อส่งก๊าซที่ครอบคลุม แต่การไร้ความสามารถของนายสี และนายวลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซีย ในการบรรลุข้อตกลงก๊าซธรรมชาติเป็นเครื่องแสดงถึงปัญหานี้ ที่เกี่ยวข้องคือประเด็นด้านตลาด รัสเซียแค่ไม่ใช่ตลาดที่ใหญ่เพียงพอหรือสะดวกสำหรับสินค้าที่มีมูลค่าเพิ่มของจีน จีนจึงมีแนวโน้มที่จะเลี่ยงรัสเซียและระบายสินค้าไปที่ยุโรปแทน

ต่อมาคือประเด็นเรื่องภูมิศาสตร์ ในขณะที่ภาพของโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางแสดงถึงทางรถไฟขนาดใหญ่ที่แล่นผ่านรัสเซีย หรืออาจจะเป็นทางด่วนพิเศษของนายโซโรคิน นักเขียนนวนิยาย แต่ความเป็นจริงคือหาก “แถบ” เหล่านี้ไม่มีตลาดที่ทำกำไรงามเรียงรายตามทาง การขนส่งทางเรือก็ยังคงเป็นวิธีที่ถูกที่สุดของจีนในการเคลื่อนย้ายสินค้าตามลำดับขนาด แม้ว่าการเปิดการขนส่งทางอาร์กติกอาจช่วยรัสเซียในระยะสั้น แต่สำหรับจีน การเลี่ยงรัสเซียแล้วไปหาวิธีขนส่ง (และตลาด) อื่นแทนเป็นเรื่องที่คุ้มค่ามากกว่า นอกจากนี้ ธนาคารโลกยังได้ชี้ให้เห็นว่ารัสเซียไม่ได้อยู่ในระเบียงเศรษฐกิจของจีน และผลประโยชน์ของแผนการดังกล่าวมีแนวโน้มมากกว่าที่จะไหลเวียนไปยังภูมิภาคต่าง ๆ เช่น เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา และเอเชียกลาง อีกทั้งควรคำนึงไว้ด้วยว่ารัสเซียและจีนยังคงเป็นคู่แข่งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่แสวงหาอิทธิพลในเอเชียกลางและที่อื่น ๆ ทั้งสองประเทศพิจารณาพันธมิตรทางการหรือข้อจำกัดด้านการกระทำของตนอย่างระมัดระวัง และจะตัดสินใจประเด็นต่าง ๆ
เป็นรายกรณีมากกว่า การทำสิ่งใดก็ตามนอกเหนือจากวาทศิลป์ “ความสัมพันธ์พิเศษ” นั้นไม่น่าเป็นไปได้ สถาบันต่าง ๆ สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างรัสเซียกับจีน เช่น องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้และสหภาพเศรษฐกิจยูเรเชียยังคงมีลักษณะคล้ายเวทีหารือมากกว่าองค์กรที่จะดำเนินการในระยะยาว เช่นที่สหภาพยุโรปและนาโตเป็น

สุดท้ายนี้เป็นประเด็นที่เกี่ยวกับทัศนคติและนิสัยใจคอของรัสเซียในวงกว้างมากกว่า (รวมถึงที่เกี่ยวข้องกับจีนด้วย) แม้ว่ารัสเซียมีความคับข้องใจร่วมกันอยู่ประปรายกับฝั่งตะวันตก แต่ไม่มีแนวโน้มว่าความสัมพันธ์กับจีนในด้านการควบคุมอำนาจจะง่ายกว่า รัสเซียน่าจะประสบปัญหาเดียวกันกับฝั่งตะวันตก ซึ่งคือความขุ่นเคืองใจที่ไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียม ซึ่งโดยพื้นฐานแล้วเป็นเพราะไม่มีความเป็นหนึ่งเดียว และจะไม่เป็นรูปเป็นร่างภายใน พ.ศ. 2593 ตามแนวโน้มที่กล่าวก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน ภายใต้ระเบียบแบบแผนใหม่ของจีน จีนมีแนวโน้มมากยิ่งขึ้นที่จะใฝ่หาผลประโยชน์ของตนอย่างแข็งขันและเพิกเฉยในส่วนของรัสเซีย รัสเซียอาจยิ่งโหยหาและคิดถึงคู่แข่งเก่าทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันตกและอเมริกา

ยุทธศาสตร์ที่อาจเกิดขึ้น

แต่นักวิเคราะห์อนาคตต้องพิจารณาพิสัยของอนาคตทางเลือกด้วย หากจีนและรัสเซียพัฒนาความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันมากขึ้น แล้วฝั่งตะวันตกจะมีทางเลือกอะไรบ้าง ยุทธศาสตร์สี่ประการในการรับมือกับรัสเซียและขัดขวางจีนไม่ให้แสดงตนประกอบด้วย แผนมาร์แชลล์แบบใหม่, “การเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเอง” ภายใต้จีน, การผสานรวมรัสเซีย หรือไม่ก็การเผชิญหน้าและการแยกตัว (ตลอดไป)

แผนมาร์แชลล์แบบใหม่จะกำหนดให้สหรัฐฯ พันธมิตร และหุ้นส่วนที่แข่งขันกับโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางต้องเสนอการเข้าถึงตลาดและโอกาสอื่น ๆ ให้กับประเทศที่กำลังพัฒนาและประเทศที่จีนกำลังพยายามเข้าครอบครอง ซึ่งจะมีการใช้จ่ายอย่างมากด้านโครงสร้างพื้นฐาน การลงทุน และโครงการพัฒนาอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยจะเป็นการสร้างชาติด้วยตลาดใหม่ การรังสรรค์ทางเลือกที่นอกเหนือจากจีน และการเปิดโอกาสที่น่าสนใจมากกว่าให้ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แอฟริกา และตะวันออกกลาง ประเทศต่าง ๆ มีความสามารถเชี่ยวชาญในกลุ่มเฉพาะของเศรษฐกิจโลก (สิ่งที่ญี่ปุ่นพยายามทำในเอเชียใต้และเอเชียตะวันออกในทศวรรษ 1990 (พ.ศ. 2533-2543)) แผนการนี้เป็นแผนการใหญ่ราคาแพง โดยมีข้อเสียทั้งหมดที่มาจากขนาดของโครงการนั่นเอง แผนการนี้ต้องมีการประสานงานและการทำข้อตกลงจำนวนมาก ซึ่งรัสเซียและจีนจะพยายามบ่อนทำลายทุกโอกาส กระนั้น ในอดีตก็มีตัวอย่างให้เห็น เช่น สหภาพยุโรป องค์การวิจัยนิวเคลียร์ยุโรป การทำงานของธนาคารโลก และกองทุนการเงินระหว่างประเทศ แต่วิธีการฟื้นฟูและสร้างชาติแบบยุคของนายจอร์จ ซี. มาร์แชล และนายแฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ มาถึงจุดสิ้นสุดแล้วหรือยัง

ทางเลือกที่สองเป็นการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเองภายใต้จีน ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ชาวจีนคุ้นเคยเป็นอย่างดี หลังจากการปกครองของจักรพรรดิซึ่งไม่เป็นที่นิยมแต่ทรงอำนาจ หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่ฉ้อฉลในระดับต่ำลงมา ผู้มีบทบาทเพียงรอเวลาของตนแล้วกอบโกยทรัพยากรที่กอบโกยได้ ในขณะที่หลีกเลี่ยงหลุมพรางของระบอบการปกครอง ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับที่ฝั่งตะวันตกยอมให้จีนเป็นผู้นำภายใต้โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง โดยหาจุดที่สามารถนำไปใช้เป็นข้อได้เปรียบและสร้างผลกำไรในขณะที่การดำเนินโครงการเป็นไปด้วยดี ประเทศพัฒนาแล้วสามารถมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานของจีน โดยเสนอโอกาสให้จีนเข้ามาลงทุนและอำนวยความสะดวกให้จีน (เช่น ผ่านทางสถานะเศรษฐกิจตลาดในองค์การการค้าโลก) การทำเช่นนี้ยังนำไปสู่การยอมรับข้อจำกัดของจีนเกี่ยวกับการพูดคุยและการแทรกแซงทางการเมืองซึ่งประเทศต่าง ๆ สามารถมีส่วนร่วมได้ เช่น การวิพากษ์วิจารณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนของจีน หรือการปกป้องสถานะของไต้หวัน แท้จริงแล้ว เฟซบุ๊ก กูเกิล ดิสนีย์ และบริษัทอื่น ๆ ได้แสดงความเต็มใจที่จะมีส่วนร่วมในการเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ตัวเองอย่างเด่นชัด (โดยมีอุปสรรคอยู่บ้าง) และอาจเต็มใจจะทำมากกว่านั้น การโต้คารมของสมาคมบาสเกตบอลแห่งชาติในจีนเมื่อปลาย พ.ศ. 2562 แสดงให้เห็นสิ่งที่จะเกิดตามมา นั่นคือโอกาสที่จะสร้างรายได้เป็นพันล้านในตลาดจีน แต่ไม่มีพื้นที่สำหรับทวีตเชิงลบเกี่ยวกับการกระทำของจีนในฮ่องกง แต่เราจะยอมจ่ายในราคานี้หรือไม่

ทางเลือกที่สามเป็นทางที่รุนแรงที่สุด นั่นคือการหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์ใกล้ชิดระหว่างรัสเซียกับจีน โดยผสานรวมรัสเซียเข้ากับยุโรปและประชาคมโลก จากการสุ่มเสี่ยงและการกระทำผิดของรัสเซียเมื่อไม่นานนี้ ทางเลือกนี้จึงอาจเป็นเรื่องยากที่จะยอมรับ แต่ทางเลือกนี้จะเป็นการโดดเดี่ยวจีนในฐานะประเทศเดียวที่ยังไม่ยอมรับความสงบเรียบร้อยระหว่างประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่สอง การอนุญาตให้รัสเซียกลับเข้าสมาคมจะช่วยให้ฝั่งตะวันตกใช้ประโยชน์จากอิทธิพลของรัสเซียในเอเชียกลางและตะวันออกกลาง เพื่อปิดกั้นจีนจากวัตถุประสงค์หลักของโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง โดยจะเกี่ยวข้องกับการเจรจาเรื่องการยุติความขัดแย้งของรัสเซียและสถานะคนนอกในปัจจุบัน (ซึ่งน่าจะทำให้ยูเครนเสียเปรียบอย่างแน่นอน) และให้รัสเซียบรรลุการผสานรวมกับยุโรปตามที่หวังไว้ก่อน พ.ศ. 2551 สหรัฐฯ และพันธมิตรจะต้องยอมรับขอบเขตอิทธิพลของรัสเซีย ตลอดจนวิธีการทำธุรกิจของรัสเซียภายในขอบเขตนั้นและอาจรวมถึงยุโรปที่เหลือด้วย (วิธีการที่โดยทั่วไปเกี่ยวข้องกับน้ำมันดิบและการเมือง และระดับการทุจริตที่แตกต่างกันหรือความถูกต้องตามกฎหมายของพื้นที่สีเทา) ซึ่งจะกระตุ้นให้รัสเซียและประเทศที่ต้องพึ่งพารัสเซียร่วมมือกับฝั่งตะวันตก ขณะเดียวกันก็ปิดฉากจีน ซึ่งแทบจะเป็นภาพสะท้อนของการเปิดประเทศให้กับจีนของนายริชาร์ด นิกสัน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใน พ.ศ. 2515 แต่ประเทศตะวันตกจะอยู่ร่วมกับรัสเซียได้ตลอดรอดฝั่งเช่นที่เป็นอยู่ในตอนนี้หรือไม่ และทั้งสองฝ่ายจะยอมลดความสำคัญของพันธมิตรเพื่อบรรลุเป้าหมายได้หรือไม่

ทางเลือกสุดท้ายคือให้ประเทศตะวันตกรักษาการดำเนินแนวทางในปัจจุบันจากนี้และตลอดไป ซึ่งจะเป็นการรักษายุทธศาสตร์การหาผลประโยชน์จากจีนและรัสเซียในส่วนที่ทำได้เอาไว้พร้อมกับลดการพึ่งพา รวมทั้งเผชิญหน้ากับทั้งสองประเทศอย่างรุนแรงในประเด็นที่ไม่สามารถเจรจาต่อรองได้ ทางเลือกนี้จะผลักดันให้จีนและรัสเซียเบนเข็มไปยังฉันทามติหลังสงครามโลกครั้งที่สอง พร้อมกับยอมรับว่ามีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จอย่างจำกัด และจะยังคงเปลี่ยนปัญหาด้านเศรษฐกิจ (โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง) เป็นปัญหาด้านความมั่นคง (ระบบแบบคู่ขนานและฐานอำนาจของจีน) ต่อไป สหรัฐฯ และพันธมิตรจะต้องก้าวเข้าสู่สงครามพื้นที่สีเทาและสงครามลูกผสมโดยจำเป็น เพื่อต่อต้านปฏิบัติการที่ต่ำกว่าเกณฑ์ของรัสเซียและจีน โดยจะนำมาซึ่งการสร้างระบบเศรษฐกิจและการเมืองแบบคู่ขนาน ในขณะที่ผลักดันให้ประเทศระหว่างสองกลุ่มนี้ต้องเลือกข้าง ในท้ายที่สุด ทางเลือกนี้อาจทำให้เกิดการพิจารณาแยกตัวทางเศรษฐกิจและการสลายการลงทุนจากจีนและรัสเซียโดยสิ้นเชิง ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่มั่นคงของจีนและการล่มสลายของรัสเซีย แต่จะยังคงมีคำถามอยู่ว่าจุดจบที่ยุทธศาสตร์นี้ต้องการคืออะไร

ความสัมพันธ์ในอนาคต

ไม่มีเหตุผลชัดแจ้งให้เชื่อว่าความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดกันระหว่างรัสเซียกับจีน จะมีแนวโน้มเป็นมากกว่าความสัมพันธ์ที่เอื้อความสะดวกและการเป็นพันธมิตรทางยุทธศาสตร์เป็นครั้งคราวเช่นในปัจจุบัน ถึงกระนั้นการไตร่ตรองก็มีประโยชน์ และการพยายามคิดหารูปแบบการตอบสนองต่ออนาคตทางเลือกที่หลากหลายทำให้ชาติตะวันตกสามารถขยายแนวความคิดและขอบเขตที่เป็นไปได้ทางยุทธศาสตร์ มีหลายสิ่งที่ชัดเจน นั่นคือ ชาติตะวันตกต้องคิดให้รอบคอบเกี่ยวกับอนาคตที่ตนใฝ่หา พิจารณาถึงขอบเขตสถานการณ์และวิธีการตอบสนองที่อาจทำได้เพื่อให้ไปถึงสถานการณ์นั้น และจับตามองตัวบ่งชี้ว่าเหตุการณ์กำลังมุ่งไปทิศทางใด

นายอันเดร ดานิโลวิช โกมิอากา อาจหาคำด่าประนามที่เหมาะสมสำหรับสุภาพบุรุษที่แสนสบายใจแห่งเมืองนีซไม่ได้ แต่การไปให้ถึงอนาคตที่ดีกว่าจินตนาการถึงโลกอันเลวร้ายของนายโซโรคินจะต้องมีการวางแผน การคาดการณ์ การวิเคราะห์อนาคต และยุทธศาสตร์ที่เฉียบแหลมจากประเทศตะวันตกและจากผู้นำในอนาคตของประเทศเป็นอย่างมาก  o

หุ้น