การสร้างความยืดหยุ่น

การสร้างความยืดหยุ่น

การระบาดใหญ่เผยให้เห็นจุดอ่อน ของห่วงโซ่อุปทานที่ยึดจีนเป็นศูนย์กลาง

เจ้าหน้าที่ ฟอรัม

การระบาดใหญ่ของไวรัสโคโรนา ซึ่งมีผู้ติดเชื้อไปแล้วมากกว่า 22 ล้านคนทั่วโลกนับจนถึงกลางเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2563 เป็นสิ่งที่ผู้คนให้ความสนใจมากกว่าชั้นวางสินค้าในร้ายขายของชำที่ว่างลงเพราะผู้ซื้อแห่กักตุนของตั้งแต่ในสิงคโปร์ไปจนถึงโตเกียว การปิดเมืองและหยุดดำเนินการผลิตในสาธารณรัฐประชาชนจีนเนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 เผยให้เห็นจุดอ่อนในห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งทำให้ผู้นำในอินโดแปซิฟิกต้องหัวหมุนกับการเสาะหาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ตั้งแต่อุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลไปจนถึงเภสัชภัณฑ์ นอกจากนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวยังกระตุ้นให้มีการลงมือดังนี้ สร้างความยืดหยุ่นด้านห่วงโซ่อุปทานเพื่อไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย

“เราเริ่มพึ่งพาจีนมากเกินไป” นายยะสึโทชิ นิชิมูระ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฟื้นฟูเศรษฐกิจญี่ปุ่น กล่าวเมื่อต้นเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2563 ตามรายงานของรอยเตอร์ “เราต้องทำให้ห่วงโซ่อุปทานเข้มแข็งและกระจายตัวออกไปยิ่งขึ้น โดยการขยายแหล่งจัดหาสินค้าของเราและเพิ่มการผลิตภายในประเทศ” เจ้าหน้าที่ในอินเดีย ญี่ปุ่น สิงคโปร์ และไต้หวัน ต่างขานรับความคิดของนายนิชิมูระ โดยรัฐบาลต่าง ๆ เริ่มวิเคราะห์ความยืดหยุ่นในห่วงโซ่อุปทานของตนและให้เงินอุดหนุนในบางกรณีแก่บริษัทที่เต็มใจย้ายฐานที่ตั้งกลับมา

ที่ญี่ปุ่น นายชินโซ อาเบะ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้เปิดตัวโครงการมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6 หมื่นล้านบาท) ซึ่งเป็นการจัดหาเงินกระตุ้นเพื่อช่วยเหลือบริษัทต่าง ๆ ในการย้ายฐานการผลิตกลับมาที่ประเทศ เจ้าหน้าที่ของรัฐบางรายในรัฐบาลญี่ปุ่นมองว่า ความจำเป็นในการกระจายห่วงโซ่อุปทานเป็นเรื่องของความมั่นคงระดับชาติ แม้ว่าการระบาดใหญ่ครั้งนี้จะเป็นหลักฐานชิ้นใหม่ที่เผยให้เห็นช่องโหว่ในห่วงโซ่อุปทาน แต่เหล่าผู้นำในญี่ปุ่นก็ได้หารือเกี่ยวกับความจำเป็นในการสร้างความยืดหยุ่นมาตั้งแต่ต้นทศวรรษ 2000 (พ.ศ. 2543-2552) เมื่อต้นทุนแรงงานจีนเริ่มทะยานขึ้น รอยเตอร์รายงาน ต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเหล่านั้นกระตุ้นให้มีการหารือในญี่ปุ่นเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ “จีนบวกหนึ่ง” ซึ่งเป็นนโยบายด้านการจัดการความเสี่ยงโดยการตั้งโรงงานในจีนและประเทศอื่น ๆ ในอินโดแปซิฟิกอย่างน้อย หนึ่งประเทศ

พนักงานร้านขายยาในนิวเดลีรับโทรศัพท์จากลูกค้าที่โทรมาซื้อยาสามัญ

“หลายบริษัทได้เริ่มใช้ยุทธศาสตร์ศูนย์กลางการผลิตแบบจีนบวกหนึ่งนับตั้งแต่สงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีนเริ่มขึ้นใน พ.ศ. 2561 แล้ว ซึ่งเวียดนามเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน” นางอันวิตา บาสุ หัวหน้าฝ่ายวิจัยความเสี่ยงของประเทศในเอเชียที่บริษัทฟิตช์ โซลูชัน กล่าว ตามรายงานของบลูมเบิร์กนิวส์เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2563 แม้ว่าการระบาดใหญ่จะทำให้แนวโน้มดังกล่าวดำเนินต่อไป “แต่การย้ายฐานจากจีนจะเป็นไปอย่างช้า ๆ เนื่องจากประเทศจีนยังคงสร้างผลผลิตต่อปีได้ในจำนวนมหาศาล จนแม้แต่หลายประเทศรวมกลุ่มกันก็ยังทำได้ไม่ถึงเสี้ยวของจีน”

อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมและรัฐบาลในอินโดแปซิฟิกก็มองเห็นอันตรายจากการพึ่งพาประเทศเพื่อนบ้านที่มีขนาดใหญ่กว่ามากจนเกินไป ใน พ.ศ. 2562 ทางการไต้หวันสนับสนุนให้บริษัทต่าง ๆ ในเกาะแห่งนี้สร้าง “ห่วงโซ่อุปทานที่ไม่พึ่งจีน” นอกจีนแผ่นดินใหญ่ โดยอนุมัติกฎหมายการให้สินเชื่อต้นทุนต่ำ การหักลดภาษี การให้ความช่วยเหลือด้านค่าเช่า และการบริหารจัดการที่ง่ายขึ้นสำหรับบริษัทต่าง ๆ ที่ลงทุนในไต้หวัน การพัฒนาที่สำคัญด้านการปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานเกิดขึ้นเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2563 เมื่อบริษัทไต้หวัน เซมิคอนดักเตอร์ แมนูแฟคเจอริง หนึ่งในผู้ผลิตชิปคอมพิวเตอร์ชั้นนำของโลก ระบุว่า จะสร้างโรงงานในรัฐแอริโซนาซึ่งอยู่ทางตะวันตกของสหรัฐฯ

ในขณะเดียวกัน สิงคโปร์ก็ได้ส่งเสริมความจำเป็นในการกระจายห่วงโซ่อุปทานด้วย นายชาน ชุน ซิง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการค้าสิงคโปร์ กล่าวว่า ผลกระทบของการระบาดใหญ่ที่ทำให้ห่วงโซ่อุปทานหยุดชะงักถือเป็นการเปิดมุมมองใหม่ “ทุกวันนี้ จีนไม่เพียงผลิตผลิตภัณฑ์คุณภาพต่ำที่ราคาถูก แต่ยังอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงมากมาย นั่นหมายความว่า จะมีผลกระทบอย่างมากต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วทั้งโลก” นายชานกล่าวกับสควอว์กบ็อกซ์เอเชียของซีเอ็นบีซี 

พนักงานตรวจสอบคุณภาพหน้ากากซึ่งผลิตที่โรงงาน ไทเหวียนการ์เมนต์ ในเวียดนาม
เอเอฟพี/เก็ตตี้อิมเมจ

ตามรายงานของหนังสือพิมพ์เดอะสเตรตส์ไทมส์ นายชานกล่าวว่า สำหรับสิ่งของจำเป็น สิงคโปร์ “จะเพิ่มขีดความสามารถในประเทศอย่างรอบคอบ เพื่อให้เราไม่ขาดแคลนในเวลาที่จำเป็น” ซึ่งรวมถึงการพิจารณา “แหล่งที่มาของสินค้า แหล่งที่มาของแรงงาน ตลาดที่จัดหาสินค้าให้เรา” ไปจนกระทั่งสายการขนส่งที่นำสินค้ามายังสิงคโปร์

นายชานชี้ให้เห็นว่า ห่วงโซ่อุปทานที่ยึดจีนเป็นศูนย์กลางไม่ใช่เรื่องเดียวที่น่ากังวล สิงคโปร์ได้กระจายการจัดหาข้าวซึ่งในอดีตรับมาจากไทยและเวียดนามเป็นส่วนใหญ่ โดยขณะนี้สิงคโปร์รับข้าวจากญี่ปุ่นและอินเดียด้วย นายชานกล่าวเสริม

มีบริษัทจำนวนมากที่พึ่งพาการผลิตของจีน แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นที่จะต้องมีทางเลือกอื่น ๆ การวิเคราะห์ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 ซึ่งตีพิมพ์ในนิตยสารฮาร์วาร์ดบิสซิเนสรีวิวระบุว่า บริษัทที่ใหญ่ที่สุดในโลกหรือผู้จัดหาของบริษัท 1,000 แห่งเป็นเจ้าของสถานประกอบการ 12,000 แห่ง ซึ่งประกอบด้วยโรงงาน คลังสินค้า และสถานที่สำหรับการดำเนินงานอื่น ๆ ในพื้นที่ที่มีการกักกันเชื้อโควิด-19 ของจีน อิตาลี และเกาหลีใต้ 

บริษัททั่วโลกรีบตรวจหาว่าผู้จัดหาที่มองไม่เห็นซึ่งเป็นผู้จัดหาที่บริษัทเหล่านั้นไม่ได้ติดต่อด้วยโดยตรง มีรายใดบ้างตั้งอยู่ในภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบในจีน การวิเคราะห์ดังกล่าวระบุ “หลายบริษัทก็คงเสียใจเหมือนกันที่พึ่งพาการซื้อสินค้าโดยตรงจากบริษัทเดียว ผู้จัดการห่วงโซ่อุปทานทราบถึงความเสี่ยงของการจัดหาสินค้าจากแหล่งเดียว แต่ก็ต้องทำเช่นนั้นอยู่ดีเพื่อให้ได้สินค้าตามที่ต้องการหรือให้ตรงกับเป้าหมายด้านต้นทุน” บทความดังกล่าวระบุ “บ่อยครั้งที่ผู้จัดการมีตัวเลือกให้เลือกอย่างจำกัด และตัวเลือกเหล่านั้นนานวันเข้าก็มีเฉพาะในจีน”

การกระจายห่วงโซ่อุปทานนำมาซึ่งโอกาส

จากการที่บริษัทต่าง ๆ ทั่วโลกสร้างความยืดหยุ่นด้านห่วงโซ่อุปทาน ประเทศในอินโดแปซิฟิกถือว่ามีความพร้อมที่จะได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ นายฮาร์ช วาร์ดัน ชลิงลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอินเดีย กล่าวในปาฐกถาเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2563 ว่า ประเทศต่าง ๆ “จะมองหาการกระจายการผลิตและห่วงโซ่อุปทานอย่างมากที่สุดในระยะปานกลางถึงระยะยาว เพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพาประเทศหนึ่งหรือภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งมากเกินไป” ตามรายงานของหนังสือพิมพ์ดิอีโคโนมิคไทมส์ 

อีกทั้งยังเสริมว่า อินเดียมีโอกาสพัฒนาเป็นศูนย์กลางการผลิตที่มีต้นทุนต่ำ นายชริงลากล่าวว่า หลายบริษัทอาจขจัดปัญหาการขาดแคลนในห่วงโซ่อุปทานได้เร็วขึ้นหากร่วมงานกับอินเดีย ซึ่งมีระบอบประชาธิปไตยที่ดำเนินไปได้ดีและมีความโปร่งใสในระดับที่สูงกว่าจีน

อินเดียวางแผนที่จะมุ่งเน้นความพยายามบางส่วนไปยังการผลิตส่วนผสมในเภสัชภัณฑ์ เพื่อขึ้นมาเป็นผู้จัดหาทางเลือกสำหรับผู้ผลิตยาที่ได้รับผลกระทบจากการปิดโรงงานในจีน ตามการรายงานของบลูมเบิร์ก รายงานดังกล่าวยังระบุว่า รัฐบาลอินเดียต้องการจำแนกส่วนผสมของยาที่จำเป็น กระตุ้นแรงจูงใจแก่ผู้ผลิตภายในประเทศ และฟื้นฟูบริษัทยาแบบรัฐวิสาหกิจที่กำลังย่ำแย่

อินเดียซึ่งเป็นผู้ส่งออกยาสามัญรายใหญ่ที่สุดในโลก ประสบปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบเนื่องด้วยการระบาดของไวรัสโคโรนา อันเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงอันตรายจากการพึ่งพาจีนในด้านการจัดหาวัตถุดิบเหล่านั้น เนื่องจากอินเดียนำเข้าสารเคมีเกือบร้อยละ 70 ที่ใช้ในการผลิตยาสามัญจากจีน โดยสารเคมีบางส่วนมีแหล่งที่มาจากมณฑลหูเป่ย ซึ่งเกิดการระบาดของไวรัสโคโรนาเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2562 

รัฐบาลอินเดียเริ่มต้นปรับปรุงห่วงโซ่อุปทานโดยจัดตั้งกองทุนมูลค่า 1.8 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 5.4 หมื่นล้านบาท) ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2563 เพื่อสร้างศูนย์กลางการผลิตยาสามแห่ง และจำแนกวัตถุดิบเริ่มต้นที่สำคัญและสารออกฤทธิ์ทางเภสัชกรรม 53 ชนิดซึ่งจะได้รับความสำคัญเป็นลำดับแรก ประกอบด้วยยาลดไข้พาราเซตามอลและยาปฏิชีวนะ ได้แก่ เพนิซิลินและไซโปรฟลอกซาซิน

อินเดียไม่ใช่ประเทศเดียวในอินโดแปซิฟิกที่ต้องการเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก แรงงานต้นทุนต่ำและราคาที่ดินต่ำทำให้เวียดนามได้รับดอกผลมาอย่างยาวนาน จากการที่หลายบริษัทเริ่มย้ายฐานการผลิตของตนไปอยู่นอกประเทศจีนเมื่อสองสามปีที่ผ่านมา รายงานเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2563 จากบริษัทโจนส์ แลง ลาซาลล์ ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก ระบุว่า การระบาดใหญ่ทั่วโลกจะไม่ทำให้แนวโน้มดังกล่าวชะลอตัว

เช่น ข้อมูลของสำนักงานสำรวจสำมะโนประชากรของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่า ใน พ.ศ. 2562 สินค้าที่นำเข้าจากเวียดนามมายังสหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเกือบร้อยละ 36 เมื่อเทียบกับสินค้าที่นำเข้ามาจากจีนซึ่งหดตัวลงร้อยละ 16.2 “ข้อมูลใน พ.ศ. 2563 นี้จะผิดเพี้ยนเนื่องจากผลกระทบของไวรัสโคโรนาต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก แต่แนวโน้มการย้ายฐานการผลิตจากจีนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะยังคงดำเนินต่อไป” นายสจวต รอส หัวหน้าฝ่ายอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของบริษัทโจนส์ แลง ลาซาลล์ กล่าว 

พันธมิตรที่มีใจเดียวกัน

การขาดแคลนจากโรคระบาดใหญ่ที่ทำให้หูตาสว่างอาจกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือใหม่ ๆ สหรัฐฯ กำลังผลักดันการสร้างภาคพันธมิตรที่ได้รับการขนานนามว่าเครือข่ายความเจริญทางเศรษฐกิจ รอยเตอร์รายงานว่า เครือข่ายนี้จะประกอบด้วยบริษัทและกลุ่มต่าง ๆ ในภาคประชาสังคมที่ดำเนินงานภายใต้มาตรฐานชุดเดียวกันในทุกด้าน ตั้งแต่ธุรกิจดิจิทัลและพลังงานไปจนถึงการวิจัย การค้า และการศึกษา

ในเดือนเมษายน พ.ศ. 2563 นายไมค์ ปอมเปโอ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า ในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก สหรัฐฯ ต้องการร่วมมือกับออสเตรเลีย อินเดีย ญี่ปุ่น นิวซีแลนด์ เกาหลีใต้ และเวียดนาม “เพื่อให้เศรษฐกิจโลกก้าวไปข้างหน้า” ตามรายงานของรอยเตอร์ การหารือยังครอบคลุมถึงหัวข้อที่ว่า “เราจะปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานอย่างไร เพื่อป้องกันไม่ให้เรื่องเช่นนี้เกิดขึ้นอีก”

นายคีธ คราช เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งเป็นผู้นำในความพยายามพัฒนานโยบายการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กล่าวว่า สาระสำคัญของยุทธศาสตร์ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ คือการขยายตัวและการกระจายห่วงโซ่อุปทานที่ปกป้อง “ผู้คนในโลกเสรี” นายคราชกล่าวว่า เครือข่ายความเจริญทางเศรษฐกิจจะสร้างขึ้นสำหรับผลิตภัณฑ์ที่สำคัญ เช่น เภสัชภัณฑ์ อุปกรณ์ทางการแพทย์ สารกึ่งตัวนำ ยานยนต์ สิ่งทอ และเคมีภัณฑ์

คลายปม

การผลิตของจีนเปรียบเหมือนกับเส้นด้ายที่ถักทออย่างเหนียวแน่นเป็นผืนผ้าแห่งห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ จนการกระจายตัวและการสร้างความยืดหยุ่นในประเทศอินโดแปซิฟิกไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในชั่วข้ามคืน ตัวอย่างที่ดีเห็นได้จากญี่ปุ่น ที่รัฐบาลเริ่มต้นด้วยการทำโครงการมูลค่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6 หมื่นล้านบาท) เพื่อดึงดูดให้บริษัทต่าง ๆ เข้ามาผลิตในประเทศ แต่บริษัทญี่ปุ่นได้ลงทุนมหาศาลในศูนย์กลางการผลิตของจีนแล้ว รอยเตอร์รายงานว่า จากการสำรวจของกระทรวงการค้าเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2561 พบว่า บริษัทญี่ปุ่นมีบริษัทในเครืออย่างน้อย 7,400 แห่งในจีน ซึ่งตัวเลขดังกล่าวเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 60 จาก พ.ศ. 2551 

การพัฒนาระบบอัตโนมัติจำนวนมากขึ้นและการเริ่มต้นของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ อาจเป็นคำตอบหนึ่งในการพัฒนาห่วงโซ่อุปทานที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น บริษัทเจแปน ดิสเพลย์ และบริษัท โรห์ม จำกัด ผู้ผลิตชิป กล่าวกับรอยเตอร์ว่า ความเป็นไปได้ที่ขั้นตอนการผลิตหลังบ้านซึ่งใช้แรงงานมากจะเปลี่ยนไปเป็นระบบอัตโนมัติโดยสมบูรณ์ อาจนำไปสู่การสร้างสายการประกอบใหม่ในญี่ปุ่น

อย่างไรก็ตาม สำหรับส่วนอื่น ๆ จีนจะยังคงอยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทด้วยเหตุผลด้านต้นทุน บริษัท ชาร์ป คอร์ปอเรชัน ซึ่งผลิตแผงหน้าจอและโทรทัศน์ จัดส่งผลิตภัณฑ์ไปยังประเทศจีนเพื่อติดไฟด้านหลัง ตัวเชื่อมต่อ และชิ้นส่วนอื่น ๆ ซึ่งกระบวนการนี้ต้องใช้การทดสอบด้วยมนุษย์และปรับแต่งด้วยเครื่องจักร “ขั้นตอนการผลิตหลังบ้านดำเนินการในประเทศจีนมานานแล้ว เนื่องจากต้องใช้แรงงานจำนวนมาก” โฆษกของชาร์ปซึ่งได้ควบรวมกิจการกับบริษัทฟอกซ์คอนน์ของไต้หวันใน พ.ศ. 2559 กล่าว “หากผลิตในประเทศก็อาจมีราคาแพง” 

หนทางข้างหน้า

ผู้เชี่ยวชาญด้านห่วงโซ่อุปทานชี้ให้เห็นว่า จีนสร้างความได้เปรียบด้านการผลิตโดยการสร้างเครือข่ายห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งเสริมด้วยระบบการจัดจำหน่ายที่กว้างขวางและโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังมีกลุ่มแรงงานขนาดใหญ่ที่ได้รับการฝึกอบรมมาให้ใช้งานเครื่องจักรที่ซับซ้อน อย่างไรก็ตาม ขณะที่บริษัทต่าง ๆ
กำลังตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานของตนใหม่ในเศรษฐกิจหลังการระบาดใหญ่ “แรงกดดันจากรัฐบาลในการย้ายกลับประเทศเทียบกับความน่าดึงดูดใจจากจีนในฐานะศูนย์กลางการผลิต จะกลายเป็นความตึงเครียดทางภูมิเศรษฐศาสตร์ไปอีกยาวนาน ซึ่งบริษัทต่าง ๆ ต้องหาทางจัดการกันต่อไป” ตามบทความที่เผยแพร่โดยนายโยคานันทาน เอส/โอ เทวา ผู้ช่วยนักวิจัยในกลุ่มนโยบายศึกษาที่วิทยาลัยนานาชาติศึกษา เอส. ราชารัตนัม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีนันยางในสิงคโปร์

นายเทวากล่าวว่า เพื่อหาทางจัดการในยุคเศรษฐกิจหลังไวรัสโคโรนา “บริษัทต่าง ๆ ควรหลีกเลี่ยงการพึ่งพาจีนอย่างเดียวหรือการเลิกคบค้ากับจีนไปโดยสิ้นเชิง ซึ่งเป็นแนวทางสองขั้วที่สุดโต่ง แต่ควรหาทางสร้างความยืดหยุ่นให้ห่วงโซ่อุปทานด้วยการสลับการดำเนินงานระหว่างจีนกับประเทศอื่น ๆ เมื่อจำเป็นอย่างเฉียบแหลมและมีกลยุทธ์แทน”

นายเทวากล่าวว่า กลยุทธ์ที่จะทำให้ประสบความสำเร็จอาจรวมถึงการลงทุนด้านการสร้างเครือข่ายห่วงโซ่อุปทานแบบหลายแหล่งและสร้างห่วงโซ่อุปทานหมุนเวียน ซึ่งจะช่วยให้บริษัทนำวัสดุเหลือทิ้งกลับมาใช้ซ้ำได้ นอกจากนี้ บริษัทระดับโลกยังจำเป็นต้องมีวิสัยทัศน์สูงสุดเกี่ยวกับเครือข่ายห่วงโซ่อุปทาน เพื่อคาดการณ์ถึงการช่วงชิงทางธุรกิจที่เกิดจากจีนหรือที่อื่น ๆ นายเทวากล่าวต่อ

เพื่อให้วิสัยทัศน์นี้ประสบความสำเร็จ บริษัทต่าง ๆ เช่น คอร์นิง, เอเมอร์สัน, เฮย์เวิร์ด ซัพพลาย, และไอบีเอ็ม จึงใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างบล็อกเชน เพื่อสร้างแนวทางการตรวจสอบที่เชื่อถือได้ ซึ่งจะติดตามสินทรัพย์ตั้งแต่การผลิตไปจนถึงการจัดส่ง “เมื่อมีข้อมูลดังกล่าว บริษัทจะสามารถระบุห่วงโซ่อุปทานที่จะถูกช่วงชิงอย่างเจาะจงและเปิดใช้งานห่วงโซ่อุปทานอีกแห่งได้อย่างรวดเร็ว” นายเทวาระบุ

ไม่ว่าจะเลิกคบค้าจีนไปอย่างสิ้นเชิงหรือเพียงกระจายห่วงโซ่อุปทานเพื่อสร้างความยืดหยุ่นก็ตาม ผู้นำด้านอุตสาหกรรมในอินโดแปซิฟิกเห็นพ้องกันว่า จำเป็นต้องแก้ไขสถานะการพึ่งพาการผลิตของจีนอย่างใหญ่หลวง “ทุกคนเห็นพ้องกันว่า เราจำเป็นต้องพิจารณาความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทานกันใหม่จริง ๆ” นายฮิโรอากิ นากานิชิ ประธานบริษัท ฮิตาชิ จำกัด และหัวหน้าตัวแทนทางธุรกิจที่ใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น กล่าวในการสัมภาษณ์ทางโทรทัศน์เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2563 “การย้ายการผลิตทั้งหมดกลับมาที่ญี่ปุ่นอย่างกะทันหันย่อมเป็นไปไม่ได้ แต่หากเราพึ่งพาประเทศใดเพียงประเทศเดียวแล้วเกิดมีการปิดเมืองขึ้นมา เราก็จะได้รับผลกระทบหนัก”

หุ้น