• Home »
  • ติดอันดับ »
  • สภาพแวดล้อมที่ “น่าวิตก” ของจีนสร้างความกังวลเนื่องจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่พุ่งสูงขึ้น
สภาพแวดล้อมที่ “น่าวิตก” ของจีนสร้างความกังวลเนื่องจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่พุ่งสูงขึ้น

สภาพแวดล้อมที่ “น่าวิตก” ของจีนสร้างความกังวลเนื่องจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่พุ่งสูงขึ้น

เจ้าหน้าที่ ฟอรัม

การกลับมาเปิดเศรษฐกิจทั่วโลกอีกครั้งหลังการปิดเมืองทำให้เกิดความโล่งใจท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 ที่ร้ายแรง ทั้งนี้ นักวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมกล่าวว่า ในสาธารณรัฐประชาชนจีน กลุ่มเมฆที่เป็นอันตรายยังคงเป็นประเด็นเหนือการฟื้นตัวของผลผลิตภาคอุตสาหกรรม

การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ “กลับมาเพิ่มสูงขึ้น” เนื่องจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน โรงงานปูนซีเมนต์ และอุตสาหกรรมโลหะหนักอื่น ๆ ของจีนกลับมาเปิดทำการอีกครั้งในช่วงกลาง พ.ศ. 2563 โดยปล่อยมลพิษทางอากาศในระดับเดียวกับก่อนที่จะเกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา ตามการวิเคราะห์ของศูนย์วิจัยอิสระด้านพลังงานและอากาศสะอาด

“สิ่งนี้กระตุ้นให้เกิดความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบทั่วโลกจากการฟื้นตัวของถ่านหินในจีน” นายลอรี มิลลีเวอร์ต้า เขียนในบทความของเว็บไซต์คาร์บอนบรีฟ เมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2563

แม้แต่เจ้าหน้าที่ระดับสูงของจีนยังยอมรับเมื่อไม่นานมานี้ว่า สภาพแวดล้อมของจีนนั้น “น่าวิตก”

บลูมเบิร์กรายงานเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2563 ว่า จีนเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกือบหนึ่งในสามของโลก คุณภาพอากาศของจีนต่ำที่สุดในบรรดาประเทศต่าง ๆ ตามรายงานของสภาเศรษฐกิจโลก ซึ่งผลร้ายแรงที่ตามมาคือ มีผู้เสียชีวิตจากการสัมผัสกับมลพิษทางอากาศทั่วโลกประมาณ 4.2 ล้านคนต่อปี ตามรายงานขององค์การอนามัยโลก

“จีนเป็นผู้ปล่อยมลพิษรายใหญ่ของโลก” นายจอห์น ดี สเตอร์แมน ศาสตราจารย์สถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ ผู้ทำวิจัยเกี่ยวกับความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ กล่าวกับดิแอสโซซิเอทเต็ดเพรสเมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2563 “ประเทศจีนปล่อยมลพิษมากกว่าสหภาพยุโรปและสหรัฐฯ รวมกันเสียอีก”

ในเดือนเดียวกันนั้น นายสี จิ้นผิง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีน กล่าวในการประชุมสมัชชาสหประชาชาติว่า จีนได้กำหนดเส้นตายไว้ที่ พ.ศ. 2603 ในการบรรลุ “การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์” คำมั่นสัญญาของจีนเป็นหนึ่งในคำมั่นสัญญาที่จะกอบกู้ชื่อเสียงของประเทศในฐานะผู้ก่อมลพิษรายใหญ่ประเทศหนึ่งของโลก รวมถึงข้อผูกพันที่ทำขึ้นภายใต้ข้อตกลงด้านสภาพอากาศของปารีส

จีน ประเทศซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางหลักในการแปรรูป รีไซเคิล หรือเพียงสถานที่กำจัดขยะของโลก รวมถึงวัสดุที่เป็นพิษและเป็นอันตราย กำลังสั่งห้ามนำเข้าขยะมูลฝอยโดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2564 นอกจากนี้ มณฑลต่าง ๆ ของจีนยังสั่งห้ามใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว เช่น หลอด ถุงใส่ของ และข้าวของเครื่องใช้ ซึ่งเพิ่มสถานที่ฝังกลบขยะชุมชน จีนรีไซเคิลพลาสติกน้อยกว่าหนึ่งในสามจากจำนวน 63 ล้านเมตริกตันที่ตนผลิตใน พ.ศ. 2562 ตามรายงานของรอยเตอร์

ในขณะเดียวกัน จีนก็พยายามลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ โดยหันมาใช้แหล่งพลังงานทดแทนที่สะอาดแทนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งมีการยับยั้งการเกิดมลพิษในตัว งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารเนเจอร์ เอเนอร์จีใน พ.ศ. 2562 พบว่าสารที่เป็นมลพิษในชั้นบรรยากาศปิดกั้นแสงจากดวงอาทิตย์ ซึ่งทำให้พลังงานที่ได้จากแผงพลังงานแสงอาทิตย์ของจีนลดลงถึงร้อยละ 15 (ภาพ: มลพิษทางอากาศปกคลุมโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ในเยียนชิง ทางตอนเหนือของกรุงปักกิ่ง เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ. 2563)

นายจ้าว อิงหมิน ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงนิเวศวิทยาและสิ่งแวดล้อมยอมรับว่า ความพยายามของจีนในการทำให้มลพิษในอากาศและน้ำเป็นศูนย์ถูกลดทอนลง เนื่องจากประเทศต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมถ่านหินและโลหะหนักอย่างต่อเนื่อง นายจ้าวกล่าวเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2563 ว่า “แนวโน้มด้านสิ่งแวดล้อมที่น่าวิตก” ยังคงมีอยู่ แม้จะได้รับผลกระทบก็ตาม และ “ควรมีการยอมรับอย่างชัดเจนว่าคุณภาพของสิ่งแวดล้อมในระบบนิเวศยังคงห่างไกลจากความคาดหวังของประชาชนในการมีชีวิตที่ดีขึ้น” ตามรายงานของรอยเตอร์

ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายใหม่ของจีนยังมักเป็นอุปสรรคต่อความก้าวหน้า เช่น การผลักดันไม่ให้ซื้อถ่านหินจากออสเตรเลียเมื่อไม่นานมานี้อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

“นี่เป็นการสูญเสียทั้งสองฝ่ายเนื่องจากถ่านหินของออสเตรเลียปล่อยมลพิษน้อยกว่าถึงร้อยละ 50 เมื่อเทียบกับถ่านหินจากประเทศอื่น ๆ” นายสก็อตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลียกล่าวเมื่อกลางเดือนธันวาคมที่ผ่านมา ตามรายงานของรอยเตอร์

หนังสือเล่มใหม่ของนายหวง เหยียนจง นักวิชาการอาวุโสด้านสุขภาพโลกของสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยในสหรัฐฯ ระบุว่า วิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมนี้เปรียบเสมือน “จุดอ่อนของจีนสมัยใหม่” ที่สร้างความเสียหายต่อสาธารณสุขและเศรษฐกิจของประเทศ อีกทั้งทำลายความชอบธรรมของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

ในการเมืองที่เป็นพิษ: วิกฤตด้านอนามัยสิ่งแวดล้อมของจีนและความท้าทายของวิกฤตที่มีต่อรัฐบาลจีน นายหวงระบุว่า การไร้ความสามารถของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการควบคุมมลพิษอาจก่อให้เกิดความไม่สงบภายใน ตามบทวิจารณ์หนังสือฉบับเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2563 ในหนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล นายหวงแย้งว่า ความวุ่นวายดังกล่าว “อาจกระตุ้นให้รัฐบาลดำเนินการอย่างแข็งกร้าวมากขึ้นในต่างประเทศ เพื่อโน้มน้าวให้เกิดความรู้สึกชาตินิยมและเบี่ยงเบนการวิพากษ์วิจารณ์ภายในประเทศถึงความพยายามที่จะเพิ่มความชอบธรรมทางการเมืองของตน”

หุ้น