• Home »
  • ติดอันดับ »
  • รายงานระบุว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับโควิด-19 และการรณรงค์การเซ็นเซอร์ทางออนไลน์
รายงานระบุว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับโควิด-19 และการรณรงค์การเซ็นเซอร์ทางออนไลน์

รายงานระบุว่าพรรคคอมมิวนิสต์จีนปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับโควิด-19 และการรณรงค์การเซ็นเซอร์ทางออนไลน์

เจ้าหน้าที่ ฟอรัม

การศึกษาครั้งใหม่ตอกย้ำคำกล่าวอ้างที่ว่า รัฐบาลจีนไม่เพียงขาดความโปร่งใสตั้งแต่เกิดการระบาดของโควิด-19 แต่ยังทำให้ประเทศอื่นเข้าใจผิดโดยกลบเกลื่อนความรุนแรงของเชื้อไวรัสด้วยปฏิบัติการโฆษณาชวนเชื่อทางออนไลน์ ซึ่งพรรคคอมมิวนิสต์จีนเริ่มเผยแพร่เมื่อต้นเดือนมกราคม พ.ศ. 2563

รายงานประจำเดือนธันวาคม พ.ศ. 2563 ของหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ และโปรพับลิกา องค์กรข่าวอิสระที่ไม่แสวงผลกำไร สนับสนุนข้อกล่าวหาดังกล่าวที่ว่าการให้ข้อมูลอันบิดเบือนของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นอุปสรรคต่อประเทศต่าง ๆ ในการเตรียมรับมือกับการระบาดของเชื้อไวรัสภายในเขตแดนของตน และทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตและสร้างความเสียหายอื่น ๆ เพิ่มมากขึ้น

ภายในช่วงปลายเดือนธันวาคม พ.ศ. 2563 มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เกือบ 83 ล้านรายทั่วโลก และคร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 1.8 ล้านราย รวมถึงในสหรัฐอเมริกามากกว่า 342,000 ราย ตามรายงานของมหาวิทยาลัยจอห์นส์ฮอปกินส์

รายงานดังกล่าวระบุว่า นับตั้งแต่ช่วงต้นสัปดาห์แรกของเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 หน่วยงานการเซ็นเซอร์ทางอินเทอร์เน็ตกลางของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งเป็นหน่วยงานจัดการทางไซเบอร์ของจีน ได้ทำการควบคุมการเผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับไวรัสโคโรนาทั้งในประเทศและทั่วโลก กล่าวคือ หน่วยงานดังกล่าวสั่งให้เว็บไซต์ข่าวของจีน “ใช้เนื้อหาที่เผยแพร่โดยรัฐบาลเท่านั้น และห้ามชี้ให้เห็นถึงลักษณะที่คล้ายคลึงกันกับการระบาดของโรคซาร์สร้ายแรงในจีนและที่อื่น ๆ ซึ่งเคยเกิดขึ้นใน พ.ศ. 2545 แม้ว่าองค์การอนามัยโลกจะสังเกตเห็นความคล้ายคลึงกันนี้ก็ตาม”

ผู้ร่วมเขียนรายงานต่าง ๆ ได้อ้างอิงข้อมูลการวิเคราะห์ของตนตามคำสั่งกว่า 3,200 รายการ คำบันทึกและไฟล์ข้อมูลอย่างเป็นทางการ 1,800 ไฟล์จากบริการข้อมูลขนาดใหญ่ยูรัน ซึ่งได้รับมาจากกลุ่มแฮ็กเกอร์ซีซีพี อันมาส์ก และไชน่าดิจิทัลไทมส์ เว็บไซต์เฝ้าระวัง ยูรันเป็นบริษัทของจีนที่ผลิตซอฟต์แวร์เพื่อตรวจสอบกิจกรรมออนไลน์ของพลเมือง

เอกสารดังกล่าวยังยืนยันคำกล่าวอ้างที่ว่า รัฐบาลจีนปกปิดกิจกรรมของตนอย่างแข็งขันมาตั้งแต่เริ่มต้นเกี่ยวกับจัดซื้อเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ป้องกันจำนวนมากจากประเทศอื่น ๆ เนื่องจากกลัวว่าหากผู้อื่นล่วงรู้กิจกรรมของตน “อาจทำให้เกิดกระแสตีกลับจากต่างประเทศและมีการขัดขวางความพยายามในการจัดซื้อของจีน”

พรรคคอมมิวนิสต์จีนพึ่งพาเจ้าหน้าที่รัฐ อาสาสมัคร นักศึกษา อาจารย์ และทหารทางออนไลน์อื่น ๆ ของจีน ซึ่งรู้จักกันในนามกองทัพ 50 เซ็นต์ จำนวนหลายแสนคนเพื่อทำการรณรงค์โฆษณาชวนเชื่อในสื่อและแพลตฟอร์มอินเทอร์เน็ต ตามรายงาน

รายงานดังกล่าวยังพบว่า “ในการจัดการกับเนื้อหาที่ปรากฏทางอินเทอร์เน็ตของจีนในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ได้ออกคำสั่งอย่างเคร่งครัดเกี่ยวกับเนื้อหาและน้ำเสียงของการรายงานข่าว และสั่งให้ผู้ก่อกวนที่ว่าจ้างเขียนข้อความไร้สาระกลบข้อมูลบนสื่อสังคมออนไลน์ พร้อมส่งกองกำลังรักษาความปลอดภัยเพื่อปิดปากผู้ที่ไม่ยินยอม”

“แม้จีนจะปิดบังความลับเรื่องการควบคุมอินเทอร์เน็ตที่เข้มงวดของตน แต่เอกสารดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความพยายามที่อยู่เบื้องหลังการควบคุมได้เป็นอย่างดี จีนใช้ระบบราชการจำนวนมาก กองทัพประชาชน เทคโนโลยีเฉพาะทางที่พัฒนาโดยผู้รับจ้างเอกชน การตรวจสอบสำนักข่าวดิจิทัลและแพลตฟอร์มสื่อสังคมออนไลน์อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งอาจใช้เงินจำนวนมหาศาล” รายงานระบุ

“จีนมีระบบเซ็นเซอร์เป็นอาวุธทางการเมือง โดยได้รับการกลั่นกรอง จัดระเบียบ ประสานงาน และสนับสนุนโดยทรัพยากรของรัฐ ซึ่งไม่ใช่เพื่อลบล้างบางสิ่งบางอย่างเท่านั้น แต่ยังมีเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพในการผลิตเรื่องราวและมุ่งไปยังเป้าหมายที่มีขนาดใหญ่” นายเซียว เฉียง ผู้ก่อตั้งไชน่าดิจิทัลไทมส์ กล่าวกับผู้ร่วมเขียนรายงาน “นี่ถือเป็นเรื่องใหญ่มาก ไม่มีประเทศใดที่มีสิ่งเหล่านี้”

รายงานระบุว่า นายสี จิ้นผิง เลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นผู้สนับสนุนการรณรงค์โฆษณาชวนเชื่อดังกล่าวโดยตรง หลังจากที่นายสีเป็นผู้นำการประชุมเกี่ยวกับการดำเนินการดังกล่าวเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ตัวอย่างคือหน่วยงานจัดการทางไซเบอร์ของจีน ซึ่งนายสีจัดตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2557 เพื่อที่จะ “สร้างอิทธิพลเชิงรุกต่อความคิดเห็นระหว่างประเทศ” เช่นเดียวกับภายในประเทศ

เป็นไปได้ว่านายสีอาจทราบข่าวเกี่ยวกับวิกฤตการณ์โควิด-19 ที่เกิดขึ้นตั้งแต่วันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2562 เมื่อเจ้าหน้าที่สาธารณสุขจีนได้แจ้งต่อองค์การอนามัยโลก แม้ในแถลงการณ์จะระบุว่านายสีได้รับทราบข่าวการระบาดดังกล่าวอย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 20 มกราคม พ.ศ. 2563 ก็ตาม

เดอะนิวยอร์กไทมส์รายงานเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2563 ว่า นายสีได้พบกับนายทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส ผู้อำนวยการองค์การอนามัยโลกเมื่อวันที่ 28 มกราคม พ.ศ. 2563 โดยกล่าวว่าการตอบสนองของรัฐบาลนั้นอยู่ภายใต้ “การกำกับโดยส่วนตัว” ของตน อย่างไรก็ตาม สื่อของรัฐบาลพยายามกลบเกลื่อนข้อมูลในภายหลังอ้างว่ารัฐบาลของนายสี “กำกับการร่วมกัน” ต่อการตอบสนองดังกล่าว

การศึกษาเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2563 ของหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์และโปรพับลิกา ยังสนับสนุนข้อค้นพบของรายงานจากหน่วยข่าวกรองของสหรัฐฯ ประจำเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2563 ที่ว่า เจ้าหน้าที่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีนปกปิดข้อมูลสำคัญจากทั่วโลก “รายงานระบุว่า แม้ขณะที่ตนพยายามสอดแนมข้อมูลจากเจ้าหน้าที่ในประเทศจีนตอนกลาง เจ้าหน้าที่ระดับสูงในปักกิ่งก็มีบทบาทในการปกปิดการระบาดของโรคโดยการระงับข้อมูลจากองค์การอนามัยโลก” เดอะนิวยอร์กไทมส์รายงานเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2563

หุ้น