การขยายตัวทางการเมืองไปทั่วโลก ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

การขยายตัวทางการเมืองไปทั่วโลก ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน

เหตุใดพรรคคอมมิวนิสต์จีนจึงเป็นผู้ถือผลประโยชน์ร่วม ที่มีความรับผิดชอบไม่ได้

ดร. โจว จิงห่าว

นับตั้งแต่ที่รัฐบาลของนายริชาร์ด นิกสัน ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดประวัติศาสตร์หน้าใหม่กับสาธารณรัฐประชาชนจีนใน พ.ศ. 2515 ความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ ก็เปลี่ยนจากความเป็นปรปักษ์ไปสู่ภาวะปกติ และเปลี่ยนจากการร่วมมือไปเป็นการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่เข้มข้น ไม่ว่าปัจจุบันความสัมพันธ์เหล่านี้จะมีนิยามเช่นไร แต่ความเป็นจริงคือทั้งสองประเทศได้มาถึงจุดที่ตกต่ำที่สุดนับตั้งแต่สหรัฐฯ ปรับความสัมพันธ์กับจีนให้เป็นปกติใน พ.ศ. 2522 และสิ่งที่ท้าทายที่สุดสำหรับสหรัฐฯ คือประเทศจีนซึ่งปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์จีน

เหตุใดความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ จึงวนเป็นวงกลมเช่นนี้ คำอธิบายมีหลากหลาย ผู้เชี่ยวชาญบางรายกล่าวว่า การเผชิญหน้าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในขณะที่ประเทศมหาอำนาจใหม่ระดับโลกถือกำเนิดขึ้น เนื่องจากช่องว่างพลังอำนาจของชาติที่แคบลงระหว่างทั้งสองประเทศได้สร้างความวิตกกังวลแก่สหรัฐฯ เกี่ยวกับอำนาจที่เพิ่มขึ้นของจีน ส่วนผู้เชี่ยวชาญราย อื่น ๆ สังเกตเห็นว่า ความแตกต่างทั้งด้านอุดมการณ์และการเมืองได้เติมเชื้อไฟให้เกิดการเผชิญหน้า และความรู้สึกไม่ชอบใจกันทั้งสองฝ่ายนั้นมีอิทธิพลต่อนโยบายต่างประเทศ ไม่ว่าเหตุผลที่ทำให้ความสัมพันธ์เสื่อมถอยจะเป็นเช่นไร ก็ควรให้ความสนใจมากขึ้นกับความมุ่งหมายและความสามารถของพรรคคอมมิวนิสต์จีนในการผลักดันจีนให้กลายเป็นอภิมหาอำนาจที่สำคัญที่สุดของโลก

จานตกแต่งที่มีรูปนายสี จิ้นผิง เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ปรากฏอยู่เบื้องหลังรูปปั้นนายเหมา เจ๋อตุง ผู้นำคอมมิวนิสต์ผู้ล่วงลับ ในร้านจำหน่ายของที่ระลึกถัดจากจัตุรัสเทียนอันเหมินในกรุงปักกิ่งเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2561 ซึ่งเป็นปีที่เริ่มใช้เครื่องมือโฆษณาชวนเชื่อของจีนอย่างเข้มข้น เพื่อแก้ต่างความเคลื่อนไหวของพรรคในการยกเลิกการจำกัดวาระการดำรงตำแหน่งของนายสี เอเอฟพี/เก็ตตี้อิมเมจ

อำนาจอันแหลมคมที่ครอบคลุม

จีนเป็นประเทศที่ปกครองโดยพรรคการเมืองเดียว อำนาจของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเกิดจากการผสมรวมแนวคิด ระบบ และแนวทางการปฏิบัติแบบคอมมิวนิสต์ เข้ากับประวัติศาสตร์ ธรรมเนียมประเพณี และวัฒนธรรมจีน จากนายคาร์ล มาร์กซ์ถึงนายวลาดิมีร์ เลนิน มาจนถึงนายเหมา เจ๋อตง และนายสี จิ้นผิง โดยหลัก ๆ แล้วเป้าหมายของลัทธิคอมมิวนิสต์มีความคล้ายกัน นั่นก็คือเพื่อครอบงำอำนาจสั่งการสูงสุดในทางเศรษฐกิจ และควบคุมวิธีการผลิตผ่านอำนาจเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพโดยมีพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นผู้นำ

พรรคได้นำระบบสังคมนิยมแบบจีนมาใช้เพื่อดำเนินการแนวคิดแบบคอมมิวนิสต์ โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นพรรคคอมมิวนิสต์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีสมาชิกพรรค 90 ล้านคนพร้อมด้วยสมาชิกสันนิบาตเยาวชนคอมมิวนิสต์อีก 80 ล้านคน พรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นผู้นำเพียงหนึ่งเดียวของประเทศ ตามรัฐธรรมนูญสาธารณรัฐประชาชนจีนและธรรมนูญของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศจีน โดยมีอำนาจควบคุมทั้งประเทศผ่านการจัดระเบียบ อุดมการณ์ และอำนาจบีบบังคับของพรรค รวมถึงมีความได้เปรียบที่ไม่สมมาตรในการแข่งขันกับสหรัฐฯ เนื่องจากพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นบรรษัททุนนิยมโดยรัฐขนาดใหญ่ที่สุด แม้ว่าจีนจะรับกลไกตลาดมาใช้ด้วยก็ตาม

พรรคมีแผนการอย่างเป็นรูปธรรมในการบรรลุเป้าหมาย “ความฝันของจีน” ซึ่งเสนอโดยนายสี จิ้นผิง เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน ในการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งที่ 19 ใน พ.ศ. 2560 เป้าหมายดังกล่าวกำหนดให้มีการบรรลุ “เป้าหมายในวาระครบรอบ 100 ปี สองวาระ” ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญเพื่อให้จีนกลายเป็น “สังคมกินดีอยู่ดีถ้วนหน้าและรอบด้าน” ภายใน พ.ศ. 2564 รวมถึงเป้าหมายการปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยเพื่อให้จีนเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วโดยสมบูรณ์ภายใน พ.ศ. 2592 ส่วนยุทธศาสตร์เมดอินไชน่า พ.ศ. 2568 มีจุดมุ่งหมายที่จะเข้ามาแทนที่สหรัฐฯ ในตำแหน่งผู้นำด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชียและธนาคารแบบพหุภาคีระดับภูมิภาคที่มีจีนเป็นผู้นำ เป็นส่วนหนึ่งในความพยายามของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่จะท้าทายความยิ่งใหญ่ของธนาคารเพื่อการพัฒนาแบบพหุภาคีและสถาบันการเงินระหว่างประเทศที่นำโดยสหรัฐฯ และญี่ปุ่น โครงการโครงสร้างพื้นฐานหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีนมุ่งโต้ตอบสหรัฐฯ ที่ดำเนินนโยบายปักหมุดหรือการปรับสมดุลในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก การก่อสร้างเกาะเทียมในทะเลจีนใต้และการตั้งฐานทัพที่จิบูตีในจะงอยแอฟริกาและทาจิกิสถานในเอเชียกลาง แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่จะบรรลุเป้าหมายความฝันของจีน นอกจากการตั้งฐานทัพแห่งใหม่ดังกล่าว รวมถึงการสนับสนุนเงินทุนของจีนและการก่อสร้างฐานทัพเรือแห่งอื่น ๆ เช่น ที่กวาดาร์ในปากีสถาน มีการคาดการณ์ว่าความพยายามที่จะตั้งฐานทัพในต่างประเทศอาจยังไม่สิ้นสุดเพียงเท่านี้

นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลจีนเป็นมิติภายนอกของนโยบายภายในประเทศ จึงไม่ได้มีเป้าหมายเพียงเพื่อรักษาระบบพรรคการเมืองเดียวเท่านั้น แต่ยังมีเป้าหมายเพื่อเข้ามาแทนที่อำนาจของสหรัฐฯ ในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก และกลายเป็นอภิมหาอำนาจหลักในที่สุด ในก้าวแรกสู่การเป็นอภิมหาอำนาจที่สำคัญที่สุดของโลก นายสีได้เสนอแนวคิดด้านความมั่นคงใหม่ในเอเชียในระหว่างการประชุมองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ประจำ พ.ศ. 2557 โดยกล่าวว่า “เพื่อให้ประชาชนชาวเอเชียดำเนินกิจการของเอเชีย แก้ไขปัญหาของเอเชีย และค้ำจุนความมั่นคงของเอเชีย”

เป้าหมายของนายสีคือการขับไล่สหรัฐฯ ออกจากเอเชียและทำลายพันธมิตรของสหรัฐฯ ในภูมิภาคแห่งนี้ ซึ่งปัจจุบันร่องรอยของจีนมีปรากฏอยู่ทั่วโลก โดยกองทัพจีนตีฝ่าแนวห่วงโซ่ที่ 1 ซึ่งเป็นกลุ่มเกาะขนาดใหญ่จากชายฝั่งแผ่นดินใหญ่ของทวีปในเอเชียตะวันออกได้สำเร็จแล้ว และกำลังตีฝ่าแนวห่วงโซ่ที่ 2 รวมถึงส่วนประกอบของยุทธศาสตร์ 3 ห่วงโซ่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ในหลายทศวรรษข้างหน้า การแข่งขันอย่างเข้มข้นระหว่างทั้งสองประเทศนี้จะเกิดขึ้นในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกเป็นส่วนใหญ่

ทหารสวมเครื่องแบบคล้ายพนักงานห้ามนักข่าวเข้าใกล้อาคารรัฐสภาประชาชนมากเกินไป ขณะที่ผู้แทนเดินทางมาถึงเพื่อเข้าร่วมการประชุมสภาผู้แทนประชาชนแห่งชาติจีนในกรุงปักกิ่งเมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ. 2562 ดิแอสโซซิเอทเต็ดเพรส

เป้าหมายเดียวกัน ยุทธศาสตร์ต่างกัน

ความฝันของจีน เป็นเป้าหมายที่แน่วแน่ของพรรคคอมมิวนิสต์จีน แต่ใช้ยุทธศาสตร์ที่ต่างออกไปในเวลาที่ต่างกัน เมื่อสิ้นสุดสงครามเกาหลี นายเหมา เจ๋อตง ประธานพรรคคอมมิวนิสต์จีนประกาศชัดว่า เป้าหมายของจีนคือการแซงหน้าสหราชอาณาจักรใน 15 ปีและแซงหน้าสหรัฐฯ ในสองทศวรรษ ใน พ.ศ. 2514 นายเหมาได้เปลี่ยนยุทธศาสตร์นโยบายต่างประเทศของพรรคจากการเผชิญหน้าเป็นการร่วมมือกับสหรัฐอเมริกา ในช่วงต้นทศวรรษ 1980 (พ.ศ. 2523-2532) นายเติ้ง เสี่ยวผิง ซึ่งดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรคในขณะนั้น ได้กำหนดหลักการเชิงยุทธศาสตร์ในการ “สงบเสงี่ยมและทำสิ่งที่ต้องทำ” เพื่อดึงดูดนักลงทุนต่างชาติและแสวงหาประโยชน์จากระบบการค้าโลก ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจจีนแซงหน้าเศรษฐกิจญี่ปุ่นได้ในที่สุด ช่วงต้นทศวรรษ 2000 (พ.ศ. 2543-2552) พรรคคอมมิวนิสต์จีนเริ่มเน้นยุทธศาสตร์ใหม่ในการ “ผงาดขึ้นมาอย่างสันติ” เพื่อตอบโต้ “ทฤษฎีภัยคุกคามจากจีน”

หลังจากเข้าสู่อำนาจใน พ.ศ. 2555 นายสีพยายามพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจรูปแบบใหม่กับสหรัฐฯ ขณะที่เร่งการแผ่ขยายอำนาจไปทั่วโลกผ่านความช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ การขยายบทบาททางทหาร และการเผยแพร่แนวคิดทางการเมืองของจีน นโยบายเหล่านี้ พร้อมทั้งการเปลี่ยนแปลงนโยบายของสหรัฐฯ โดยเฉพาะนโยบายการค้า ซึ่งมาพร้อมรัฐบาลของนาย โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เหล่านี้ล้วนนำไปสู่ความตึงเครียดที่เพิ่มขึ้นของทั้งสองฝ่าย เมื่อเข้าพบปะกับกลุ่มหัวหน้ารัฐบาลสหรัฐฯ และยุโรปใน พ.ศ. 2561 นายสีกล่าวว่า “ในฝั่งตะวันตกมีคำกล่าวว่า ถ้าผู้ใดตบแก้มขวาของท่าน ก็จงหันแก้มซ้ายให้เขาด้วย ในวัฒนธรรมของเรา เราชกกลับ เรียกว่าตาต่อตาฟันต่อฟัน” ตามการรายงานของหนังสือพิมพ์เดอะวอลล์สตรีทเจอร์นัล

นายสีได้ละทิ้งนโยบายต่างประเทศที่สงบเสงี่ยมอย่างเปิดเผย และพร้อมที่จะใช้นโยบายต่างประเทศแบบ “ตาต่อตาฟันต่อฟัน” พรรคคอมมิวนิสต์จีนอาจให้สัญญาต่าง ๆ นานาในระหว่างการเจรจาเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของตน แต่ก็อาจฉีกสัญญานั้นได้ทุกเมื่อเช่นกัน เช่น เมื่อครั้งนายสีให้สัญญากับนายบารัค โอบามา ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในเดือนกันยายน พ.ศ. 2558 ว่าจะไม่ส่งทหารไปยังเกาะเทียมที่สร้างขึ้นเหนือแนวปะการังในทะเลจีนใต้ แต่ในช่วงปลาย พ.ศ. 2559 นายสีกลับไม่ทำตามที่พูดไว้ ดังนั้น เมื่อติดต่อกับประเทศระบบพรรคเดียวแห่งนี้จึงควรมองที่การกระทำของพรรคเป็นสำคัญมากกว่าคำพูดที่กล่าวไว้

ชายสวมหน้ากากเดินผ่านกำแพงที่มีภาพดัดแปลงจากสัญลักษณ์พรรคคอมมิวนิสต์จีนในเซี่ยงไฮ้เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2563 รอยเตอร์

อาวุธวิเศษเพื่อความอยู่รอดของพรรค

พรรคคอมมิวนิสต์จีนมีผู้แทนเพียง 12 คน เมื่อจัดการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีนครั้งแรกที่เซี่ยงไฮ้ใน พ.ศ. 2464 แต่เมื่อถึง พ.ศ. 2477 พรรคได้รวบรวมสมาชิก 300,000 คนในกองทัพแดงของจีน หลังจากที่รัฐบาลชาตินิยมก๊กมินตั๋งเปิดศึก 5 ครั้งกับกองทัพแดง มีทหารเพียงประมาณ 20,000 นายที่รอดชีวิตเมื่อนายเหมาก้าวขึ้นสู่อำนาจ ณ ที่ประชุมของพรรคที่เมืองจุนอี้ใน พ.ศ. 2478

หลังจากนั้นอีกกว่าหนึ่งทศวรรษเล็กน้อยใน พ.ศ. 2492 พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็สามารถเอาชนะทหารพรรคก๊กมินตั๋งซึ่งครั้งหนึ่งเคยเป็นผู้กุมอำนาจก่อนเกิดสงครามเป็นเวลาหลายปี แม้จีนจะแยกตัวออกจากประชาคมโลกตั้งแต่ทศวรรษ 1950 (พ.ศ. 2493-2502) จนถึงต้นทศวรรษ 1970 (พ.ศ. 2513-2522) แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนก็ยังต้องเผชิญกับช่วงเวลาแห่งหายนะระหว่าง พ.ศ. 2501 ถึง พ.ศ. 2505 ซึ่งชาวจีนมากกว่า 30 ล้านคนต้องอดอยากจนเสียชีวิต โดยส่วนใหญ่เป็นเพราะนโยบายที่เลวร้ายของรัฐบาล พรรคยังรอดพ้นช่วงแห่งความสับสนวุ่นวายเนื่องจากการปฏิวัติวัฒนธรรมตั้งแต่ พ.ศ. 2509 จนถึง พ.ศ. 2519 ซึ่งนายเหมาได้สั่งประหารชีวิตชาวจีนกว่า 60 ล้านคน

ในทศวรรษ 1970 (พ.ศ. 2513-2522) เศรษฐกิจของจีนเกือบจะล่มสลาย แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนสามารถพลิกสถานการณ์และกลับสู่เวทีโลกได้ผ่านนโยบายปฏิรูปและเปิดประเทศ นับตั้งแต่ พ.ศ. 2553 จีนก็กลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดเป็นอันดับสองของโลก รวมทั้งมีการแผ่ขยายร่องรอยไปทั่วโลกอย่างรวดเร็ว จีนได้แผ่ขยายพลังอำนาจของชาติไปอย่างรวดเร็วในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ในช่วงหลายทศวรรษข้างหน้า จีนจะมุ่งจัดเตรียมกองทัพระดับโลก รักษาสถานะของจีนในฐานะผู้มีอำนาจสูงสุดในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก และแผ่ขยายอิทธิพลระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น ตามการรายงานประจำปี พ.ศ. 2562 ของสำนักงานรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ต่อรัฐสภา

ทั้งนี้ การที่จะกล่าวว่าความทะเยอทะยานไปทั่วโลกของจีนประสบความสำเร็จนั้น เป็นเพียงการอธิบายบางส่วนเท่านั้นเนื่องจากรัฐบาลสหรัฐฯ คาดการณ์ผิดพลาดในสมมติฐานเกี่ยวกับจีน ความสำเร็จในการแผ่ขยายอิทธิพลไปทั่วโลกของจีนพึ่งพาอาวุธวิเศษดั้งเดิมของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นส่วนใหญ่ นั่นคือ แนวทางมวลชนหรือความสามารถในการระดมพลังประชาชน และการโฆษณาชวนเชื่อ แนวทางมวลชนของพรรคคอมมิวนิสต์จีนคือวิธีทางการเมือง การจัดการ และการเป็นผู้นำซึ่งคิดขึ้นโดยนายเหมา เจ๋อตง เพื่อปรึกษาหารือกับมวลชน ตีความคำแนะนำของพวกเขาภายในกรอบคอมมิวนิสต์ จากนั้นจึงบังคับใช้ในนโยบายที่เกิดขึ้นตามมา อาวุธทั้งสองอย่างนี้คาบเกี่ยวกัน โดยขบวนการมวลชนเป็นส่วนหนึ่งในโฆษณาชวนเชื่อของพรรค และพรรคได้ใช้ข้อมูลที่เลือกสรรมาบางส่วน ซึ่งคัดกรองผ่านระบบการเซ็นเซอร์เพื่อกระตุ้นให้เกิดขบวนการมวลชน

สมาชิกพรรครายหนึ่งใช้โทรศัพท์มือถือเพื่อเข้าร่วมกลุ่มศึกษารายสัปดาห์สำหรับแอปฯ โฆษณาชวนเชื่อของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ชื่อ เสวียสีเฉียงกว๋อ ซึ่งหมายถึง “ศึกษาเพื่อทำให้จีนแข็งแกร่ง” รอยเตอร์

การโฆษณาชวนเชื่อทั่วโลกของพรรค

วิธีหนึ่งที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนใช้ระดมพลชาวจีนคือการโฆษณาชวนเชื่อเกี่ยวกับวัฒนธรรมจีน พรรคคอมมิวนิสต์จีนประชาสัมพันธ์ความเชื่อที่ว่า จีนเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่ก้าวหน้ามากที่สุดในโลกเมื่อช่วงก่อนศตวรรษที่ 17 มีการพบระบบชลประทานในยุคเริ่มแรกที่จีน และจีนยังเป็นต้นกำเนิดของสิ่งประดิษฐ์ยุคโบราณ ทั้งเข็มทิศ ดินปืน และการพิมพ์ด้วยแม่พิมพ์แกะไม้ จีนเริ่มใช้ระบบการสอบเข้ารับราชการในสมัยราชวงศ์ฮั่นตั้งแต่ 206 ปีก่อนคริสต์ศักราชถึง ค.ศ. 220 รวมถึงได้จัดตั้งรัฐบาลพลเรือนที่ก้าวหน้าที่สุดในโลก ในบางช่วงเวลา จีนยังเป็นผู้กุมอำนาจของภูมิภาคแห่งนี้ผ่านการปกครองตามลำดับชั้นเป็นเวลาเกือบ 1,300 ปีตั้งแต่สมัยราชวงศ์ถังยุคเริ่มต้นใน พ.ศ. 1161 จนถึงสิ้นสุดราชวงศ์ชิงใน พ.ศ. 2454 ตามที่นายโฮเวิร์ด เฟรนช์ ให้คำอธิบายไว้ในหนังสือชื่อ ทุกอย่างภายใต้สวรรค์: อดีตช่วยหล่อหลอมจีนในการผลักดันสู่การเป็นมหาอำนาจระดับโลกอย่างไร ประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคนี้ต่างยอมรับความเหนือกว่าของจีนในด้านการเมืองและวัฒนธรรม รวมทั้งให้ความเคารพต่อฝ่ายบริหารของจีนเพื่อทำการค้าด้วย ประเทศเหล่านี้ยังได้ประโยชน์จากการยอมรับอำนาจของจีนเนื่องจากได้รับสินน้ำใจจากจีนเป็นการตอบแทน และได้รับมิตรไมตรีจากจักรพรรดิจีน รัฐบาลจีนยังคงใช้ระบบบรรณาการ (จิ้มก้อง, 朝贡) ก่อนเกิดสงครามฝิ่นครั้งแรก

ผู้นำจีนเชื่อว่า ความฝันของจีนเป็นเพียงการเรียกคืนตำแหน่งระดับโลกที่ถูกต้องของตนในประวัติศาสตร์โลกเท่านั้น นี่คือกรอบความคิดมาตรฐานของรัฐบาลจีนและอยู่ในดีเอ็นเอของจีนซึ่งจะผลักดันรัฐบาลจีนให้ปฏิบัติตนเหมือนจักรวรรดิจีนโบราณมากยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ ตามการรายงานของนายริชาร์ด แม็คเกรเกอร์ ซึ่งเป็นนักเขียน “พรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่เคยลืมอดีตอันรุ่งโรจน์ของโลกที่มีจีนเป็นศูนย์กลาง และปัจจุบันยังหวังจะเรียกสถานะการเป็นจุดศูนย์กลางของโลกกลับคืนมา” นายแม็คเกรเกอร์กล่าวในหนังสือของตนเมื่อ พ.ศ. 2560 ที่ชื่อ ทำนายเอเชีย: จีน ญี่ปุ่น และชะตากรรมของมหาอำนาจสหรัฐฯ ในศตวรรษแห่งแปซิฟิก ขณะที่จีนช่วงชิงพื้นที่ในตลาดโลกได้อย่างรวดเร็ว สังคมตะวันตกกลับต้องเผชิญกับปัญหาที่คิดไม่ตก นั่นคือ จะยึดถือหลักการค่านิยมสากลแต่ต้องสูญเสียธุรกิจในจีน หรือยอมก้มหัวให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนเพื่อสร้างผลกำไรจากจีน ทั้งนี้ การสร้างจักรวรรดิที่นำไปสู่สงครามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้เป็นเรื่องอันตรายสำหรับจีน ตามที่นายเกรแฮม อัลลิสัน นักรัฐศาสตร์ ชี้ให้เห็นในหนังสือของตนเมื่อ พ.ศ. 2561 ที่ชื่อ ลิขิตสู่สงคราม: อเมริกาและจีนจะหลบหนีจากกับดักทิวซิดิดีสได้หรือไม่

ในเวลาเดียวกัน พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ปล่อยการรณรงค์โฆษณาชวนเชื่อไปทั่วโลก โดยพยายามเข้าไปมีอิทธิพลในโลกทัศน์ของผู้คน ปรับปรุงภาพลักษณ์ของจีนให้ดีขึ้น และปรับแนวคิดของผู้กำหนดนโยบายให้ไปในทิศทางที่เจาะจง พรรคใช้เงินหลายพันล้านดอลลาร์ไปกับสำนักสื่อระหว่างประเทศของจีน เช่น สำนักข่าวซินหัว สถานีวิทยุโทรทัศน์กลางแห่งประเทศจีน ไชน่าเรดิโออินเตอร์เนชันแนล ไชน่าเดลี และโกลบอลไทมส์ สื่อเหล่านี้เปิดสำนักงานมากกว่า 300 แห่งในต่างประเทศและจ้างพนักงานทั่วโลก โดยพรรคคอมมิวนิสต์จีนจัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเป็นประจำในกรุงปักกิ่งเพื่ออบรมนักข่าวต่างชาติให้บอกเล่าเรื่องราวที่ดีเกี่ยวกับประเทศจีน จีนยังจัดตั้งสถาบันขงจื๊อประมาณ 1,000 แห่งทั่วโลกเพื่อขยายอิทธิพลทางวัฒนธรรมจีนไปทั่วโลก นอกจากนี้ พรรคคอมมิวนิสต์จีนยังเพิ่มความแข็งแกร่งของการโฆษณาชวนเชื่อในต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยการซื้อแพลตฟอร์มสื่อต่างประเทศ ส่งเสริมการเซ็นเซอร์ทั่วโลกโดยขอให้หนังสือพิมพ์ตะวันตกปิดกั้นการเข้าถึงบทความเกี่ยวรัฐศาสตร์ของจีนและการเมืองต่างประเทศในจีน รวมทั้งขอให้รัฐบาลต่างประเทศสั่งห้ามการประชุมระดับนานาชาติที่เกี่ยวข้องกับการเมืองของจีน ที่น่าตกใจยิ่งกว่านั้นคือ จีนยังพยายามปรับเปลี่ยนบรรทัดฐานสากลโดยการใช้และเพิ่มอิทธิพลของตนในหน่วยงานการปกครองระหว่างประเทศ ซึ่งรวมถึงองค์กรจำนวนมากขึ้นภายในองค์การสหประชาชาติด้วย

มัคคุเทศก์บรรยายใกล้กับภาพของนายสี จิ้นผิง เลขาธิการพรรค ในพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ที่โรงเรียนพรรคประจำคณะกรรมการกลางแห่งพรรคคอมนิวนิสต์จีนในกรุงปักกิ่ง ดิแอสโซซิเอทเต็ดเพรส

การกระตุ้นลัทธิชาตินิยมเพื่อต่อต้านตะวันตกและความจงรักภักดีต่อพรรค

อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่จีนใช้เพื่อปลุกระดมประชาชนคือการใช้ลัทธิชาตินิยมเป็นอาวุธต่อต้านตะวันตก จีนมีอดีตอันรุ่งโรจน์แต่ค่อย ๆ อ่อนแอลงหลังจากพ่ายแพ้ในสงครามฝิ่นครั้งแรกซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของศตวรรษแห่งความอัปยศตั้งแต่ประมาณ พ.ศ. 2383 จนถึง 2492 ผลที่ตามมาจากการแพ้สงครามคือ ราชวงศ์ชิงถูกบังคับให้ลงนามในสนธิสัญญานานกิง ซึ่งระบุว่าจีนต้องให้ความคุ้มครองทางการทูต จ่ายค่าชดเชยความเสียหายรวมเป็นเงิน 21 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 655 ล้านบาท) ยอมรับการเก็บภาษีศุลกากรในอัตราที่แน่นอน ให้การปฏิบัติต่ออังกฤษเยี่ยงชาติที่ได้รับความอนุเคราะห์ยิ่ง เปิดท่าเรือใหม่ห้าแห่งเพื่อการค้า และยกฮ่องกงให้อังกฤษเป็นเวลา 150 ปี สนธิสัญญานานกิง พร้อมทั้งสนธิสัญญาที่ไม่เป็นธรรมอื่น ๆ อีกกว่า 700 ฉบับ บีบบังคับให้จีนค่อย ๆ เสื่อมอำนาจลงจากประเทศเอกราชไปเป็นประเทศกึ่งอาณานิคม ทั้งนี้ จีนยังมองตนเองเป็นศูนย์กลางของโลกและเป็นประเทศที่มีอารยธรรมแห่งเดียวในโลก แต่สงครามฝิ่นและผลพวงจากสงครามกลับเผยให้เห็นว่า จีนไม่ใช่ประเทศที่เป็นปึกแผ่นซึ่งมีรัฐบาลกลางที่มีประสิทธิภาพอีกต่อไป

พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ใช้การเล่าเรื่องราวศตวรรษแห่งความอัปยศนั้นเป็นเครื่องมือต่อรองระหว่างการเจรจากับรัฐบาลตะวันตกในหลาย ๆ ประเด็น อีกทั้งยังใช้ในการกระตุ้นลัทธิชาตินิยมเพื่อต่อต้านสังคมตะวันตก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่น ในช่วงสามทศวรรษที่ผ่านมา พรรคได้ใช้ลัทธิชาตินิยมเพื่อตอบโต้ในเหตุการณ์ระหว่างประเทศมากมาย การสำรวจอัตลักษณ์ของชาติซึ่งจัดทำโดยโครงการนานาชาติว่าด้วยการสำรวจด้านสังคมแสดงให้เห็นว่า จีนมีความเป็นชาตินิยมในระดับสูงที่สุดจากทุกกลุ่มประเทศและภูมิภาค นับตั้งแต่สงครามการค้าเมื่อไม่นานมานี้และการแพร่ระบาดทั่วโลกของไวรัสโคโรนา ความแข็งแกร่งของลัทธิชาตินิยมจีนก็เพิ่มมากขึ้นเป็นประวัติการณ์ ลัทธิชาตินิยมของจีนจะยังคงมีบทบาทต่อไปในความสัมพันธ์ระหว่างจีนกับสหรัฐฯ พรรคคอมมิวนิสต์จีนเชื่อว่า จีนควรได้สิ่งที่ต้องการเนื่องจากรัฐบาลตะวันตกข่มเหงจีนในช่วงศตวรรษแห่งความอัปยศนั้น ทั้งนี้ นายสีได้ให้คำมั่นว่าจะฟื้นฟูประเทศจีนจนมีสถานะเป็นมหาอำนาจโดยชอบธรรมภายใน พ.ศ. 2592 ตามรายงานของหนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตันโพสต์เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2560

พรรคคอมมิวนิสต์จีนใช้วัฒนธรรมดั้งเดิมของจีนเพื่อรวบรวมอำนาจตามลำดับชั้น พร้อม ๆ กับใช้ลัทธิชาตินิยมเพื่อหันเหความสนใจของประชาชนชาวจีนไปจากประเด็นภายในประเทศ โดยวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีนนั้นประกอบด้วยสามศาสนาและเก้าสำนักความคิด อย่างไรก็ตาม ลัทธิขงจื๊อกลายเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของจีนที่มีบทบาทสำคัญในช่วงราชวงศ์ฮั่น ขงจื๊อได้คิดค้นหลักการชุดหนึ่ง อันประกอบด้วยหลักพื้นฐานทางจริยศาสตร์ 5 ประการ (หลักความเมตตา หลักความชอบธรรม หลักความเหมาะสม หลักความรอบรู้ และหลักความเป็นผู้น่าเชื่อถือ) และหลักความสัมพันธ์ 5 ประการ (ผู้อยู่ใต้ปกครองเชื่อฟังผู้ปกครอง บุตรเชื่อฟังบิดา ภรรยาเชื่อฟังสามี ผู้น้อยเชื่อฟังผู้ใหญ่ และเพื่อนต้องเชื่อใจซึ่งกันและกัน) หลักการเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับกฎเกณฑ์ความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์เพื่อรักษาระเบียบทางสังคมที่เป็นลำดับชั้น ขงจื๊อกล่าวไว้ว่า “ให้บิดาได้เป็นบิดา บุตรได้เป็นบุตร ให้พี่ชายได้เป็นพี่ชาย และน้องชายได้เป็นน้องชาย ให้สามีได้เป็นสามี และภรรยาได้เป็นภรรยา เช่นนั้นแล้วครอบครัวจึงจะอยู่ในสภาพปกติ ทำให้ครอบครัวอยู่ในสภาพปกติ แล้วทุกสิ่งภายใต้สวรรค์จะเกิดขึ้น” หลักคำสอนของลัทธิขงจื๊อยึดบิดาเป็นศูนย์กลาง และแก่นของลัทธิขงจื๊อคือความจงรักภักดี จงมีความจงรักภักดีต่อบิดาที่บ้าน และจงรักภักดีต่อจักรพรรดิในสังคม

พรรคคอมมิวนิสต์จีนเน้นย้ำถึงแนวคิดขงจื๊อดั้งเดิมเกี่ยวกับ “ความสัมพันธ์ที่ถูกต้องเหมาะสม” ในครอบครัว สังคม และลำดับชั้นทางการเมือง เพื่อเสริมสร้างความจงรักภักดีต่อพรรค ผู้นำทุกคนของพรรคเรียกร้องให้ประชาชนชาวจีนรวมเป็นหนึ่งเดียวกันกับพรรคและเชื่อฟังผู้นำสูงสุดโดยไม่มีข้อแม้ นายสีได้รวมอำนาจสู่ศูนย์กลางมากขึ้น และทำให้ตำแหน่งประธานาธิบดีของตนเป็นตำแหน่งตลอดชีวิตโดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญของจีน พร้อมย้ำหลายครั้งว่าพรรคเป็นผู้นำในทุกด้านของสังคมจีน ปัจจุบันนายสีได้รับสมญานามใหม่ว่า “ผู้นำของประชาชน” ซึ่งเป็นสมญานามเดียวกับนายเหมาผู้เป็นเผด็จการ พรรคคอมมิวนิสต์จีนกำหนดหลักการเดียวกันซึ่งประชาชนชาวจีนต้องปฏิบัติตาม ได้แก่ “จงมีความจงรักภักดีต่อพรรค” และ “ปฏิบัติตามพรรคอย่างไม่มีข้อแม้” หลายคนเรียกนายสีว่าจักรพรรดิแห่งศตวรรษที่ 21 ของจีน

พรรคคอมมิวนิสต์จีนจะไม่ยอมสละ ระบบพรรคเดียว

สังคมเกษตรกรรมก่อให้เกิดระเบียบสังคมและระบบการเมืองที่มีชายเป็นใหญ่โดยธรรมชาติ จักรพรรดิเป็นแหล่งที่มาของพลัง อำนาจเด็ดขาด และกฎหมายทั้งปวงแต่เพียงผู้เดียว สถาบันการเมืองการปกครองคือครอบครัวใหญ่ มีจักรพรรดิคือบิดาของประเทศ คำว่ารัฐบาลในภาษาจีนคือ กั๋วเจีย, 国家 หมายถึง “ครอบครัวของประเทศ” ส่วนการปฏิวัติไปสู่ระบอบคอมมิวนิสต์นั้นอาศัยชาวนาจีนเป็นส่วนใหญ่ โดยปรัชญาการปฏิวัติของชาวนาจีนคือ ผู้ที่ยึดอำนาจได้ย่อมกุมอำนาจตลอดไป วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่นี้ทำให้นโยบายต่างประเทศของจีนต้องรวมเป็นระบบพรรคการเมืองเดียว หลังสิ้นสุดยุคนายเหมา เจ๋อตง “สีแดงรุ่นที่สอง” (红二代) มองจีนเป็นราชวงศ์ครอบครัวและต้องการคงระบอบสีแดงไว้ตลอดไป

ผู้นำของจีนจึงนำแนวคิดความกตัญญูกตเวทีและหนี้บุญคุณในครอบครัวมาใช้กับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การบริหารจัดการของนายสีมุ่งแสวงหาอำนาจที่เหนือกว่าในระเบียบระดับภูมิภาคและระดับโลก การแผ่ขยายอำนาจไปทั่วโลกของจีนเป็นความพยายามในการขยาย “ครอบครัวสีแดง”ของคอมมิวนิสต์ อิทธิพลจากวัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนเชื่อว่า “จีนเป็นประเทศใหญ่และประเทศอื่น ๆ เป็นประเทศเล็ก ซึ่งนั่นเป็นความจริง” ตามที่นายหยาง เจี๋ยฉือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของจีน กล่าวในการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนที่ฮานอยในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2553 จีนจะไม่ปฏิบัติต่อประเทศอื่น ๆ อย่างเท่าเทียมแต่จะทำตัวเป็นพี่ใหญ่

เห็นได้ชัดว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนต้องการเปลี่ยนจีนเป็นอภิมหาอำนาจหลักของโลกขณะยังรักษาระบบพรรคการเมืองเดียวในประเทศของตนไว้ หากตัดสินจากลักษณะของพรรคคอมมิวนิสต์จีน จีนย่อมจะไม่ใช่ผู้ถือผลประโยชน์ร่วมที่มีความรับผิดชอบในระเบียบสากลซึ่งนำโดยสหรัฐฯ ตราบใดที่พรรคยังคงรักษาอำนาจไว้ได้ เมื่อความฝันของจีนมาพบกับนโยบาย “อเมริกาต้องมาก่อน” การเผชิญหน้าระหว่างทั้งสองประเทศจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สหรัฐอเมริกาต้องเตรียมพร้อมสำหรับสงครามอุดมการณ์ที่ยืดเยื้อและการเผชิญหน้าทางทหารกับจีนที่อาจเกิดขึ้นในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก เพื่อปกป้องค่านิยมและอำนาจอธิปไตยของประเทศไปพร้อมกับการแข่งขันในด้านต่าง ๆ กับพรรคคอมมิวนิสต์จีนอย่างเฉียบขาด โดยเฉพาะการค้าและเทคโนโลยีขั้นสูง การทำความเข้าใจลักษณะของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเป็นสิ่งสำคัญเพื่อเอาชนะการแข่งขันระดับโลกครั้งที่ 2 กับประเทศจีนคอมมิวนิสต์ oกรอบความคิดของผู้นำจีนได้รับอิทธิพลอย่างมากจากประวัติศาสตร์อันยาวนานของจีนในฐานะประเทศเกษตรกรรม จีนกลายเป็นสังคมเกษตรกรรมเมื่อ 4,000 ปีก่อน เมื่อถึงศตวรรษที่ 13 จีนกลายเป็นประเทศเกษตรกรรมที่ล้ำหน้ามากที่สุดในโลก พื้นที่ชนบทคิดเป็นร้อยละ 88 ของที่ดินในประเทศจีนเมื่อสาธารณรัฐประชาชนจีนก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2492 และร้อยละ 82 เมื่อจีนเริ่มขบวนการปฏิรูปใน พ.ศ. 2521 การปฏิวัติอุตสาหกรรมเริ่มเปลี่ยนแปลงจีนหลัง พ.ศ. 2521 ประมาณ 200 ปีหลังการปฏิวัติอุตสาหกรรมของฝั่งตะวันตก จีนยังคงประสบความยากลำบากในการรักษาสมดุลระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมกับการสร้างความทันสมัยและซึมซับความคิดแบบตะวันตก

ดร. โจว จิงห่าว เป็นรองศาสตราจารย์ประจำคณะเอเชียศึกษาแห่งวิทยาลัยโฮบาร์ต แอนด์ วิลเลียม สมิธ ในนครนิวยอร์ก

หุ้น