จีน ใช้ “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” กวาดล้างหลายครอบครัว

จีน ใช้ “สงครามต่อต้านการก่อการร้าย” กวาดล้างหลายครอบครัว

ดิแอสโซซิเอทเต็ด เพรส

เป็นเวลาหลายทศวรรษที่อิหม่ามชาวอุยกูร์เป็นที่ยึดเหนี่ยวในชุมชนเกษตรกรรมขนาดใหญ่ทางตะวันตกไกลของจีน ทุกวันศุกร์ เขาจะเทศนาว่าอิสลามคือศาสนาแห่งสันติภาพ ทุกวันอาทิตย์ เขาจะรักษาคนป่วยด้วยยาสมุนไพรฟรี ในฤดูหนาว เขาจะซื้อถ่านหินแจกจ่ายคนยากไร้

โครงการกักกันขนาดใหญ่ของรัฐบาลจีนเมื่อ พ.ศ 2560 ได้กลืนกินภูมิภาคซินเจียงซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของนายเม็มทิมิน เอเมอร์ อิหม่ามชราผู้นี้ ซึ่งถูกกวาดต้อนและกักตัวพร้อมลูกชายทั้งสามคน

ตอนนี้ ฐานข้อมูลที่เพิ่งเปิดเผยล่าสุดแสดงรายละเอียดพิเศษเกี่ยวกับเหตุผลหลักในการกักกันตัวนายเอเมอร์ ลูกชายทั้งสามคน และชาวอุย
กูร์อีกหลายร้อยคนในอำเภอคาราแคกซ์ ว่าเป็นเพราะศาสนาและความสัมพันธ์ทางครอบครัวของพวกเขา

ฐานข้อมูลดังกล่าวระบุรายละเอียดการกักขังผู้คน 311 คนที่มีญาติในต่างประเทศและแสดงข้อมูลเกี่ยวกับญาติ เพื่อนบ้าน และเพื่อน ๆ
มากกว่า 2,000 คน ข้อมูลแต่ละรายการประกอบด้วย ชื่อ ที่อยู่ หมายเลขบัตรประชาชน วันที่กักกันและสถานที่ของผู้ถูกควบคุมตัว พร้อมเอกสารรายละเอียดเกี่ยวกับประวัติครอบครัว ศาสนา และเพื่อนบ้านของผู้ถูกควบคุมตัว เหตุผลในการกักกัน และการตัดสินว่าจะปล่อยตัวหรือไม่ เอกสารดังกล่าวซึ่งออกภายในปีที่ผ่านมาไม่ได้ระบุว่าหน่วยงานของรัฐใดจัดทำหรือออกให้ใคร

ข้อมูลนี้ยังเสนอมุมมองที่มาจากแหล่งข่าวส่วนบุคคลและครบถ้วนมากที่สุดเกี่ยวกับวิธีการที่เจ้าหน้าที่จีนตัดสินใจว่าจะให้ใครเข้าและออกจากค่ายกักกัน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการปราบปรามครั้งใหญ่ที่กักขังชน กลุ่มน้อยมากกว่าหนึ่งล้านคนซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิม

ฐานข้อมูลแสดงให้เห็นว่า พรรคคอมมิวนิสต์จีนมุ่งเน้นเหตุผลในการกักกันตัวไปที่ศาสนาเป็นหลัก ไม่ใช่แค่กับลัทธิหัวรุนแรงทางการเมืองตามการกล่าวอ้างของเจ้าหน้าที่ แต่ยังรวมถึงกิจกรรมธรรมดา เช่น การสวดภาวนา การเข้ามัสยิด หรือแม้กระทั่งการไว้เครายาว นอกจากนี้ ฐานข้อมูลดังกล่าวยังแสดงให้เห็นบทบาทของครอบครัว กล่าวคือ ผู้คนที่มีญาติที่ถูกควบคุมตัวมีแนวโน้มมากว่าท้ายที่สุดแล้วจะถูกควบคุมตัวในค่ายเสียเอง ซึ่งเป็นการถอนรากถอนโคนและป้ายความผิดให้เป็นอาชญากรทั้งครอบครัว ดังเช่นครอบครัวของนายเอเมอร์ที่อยู่ในกระบวนการดังกล่าว

ในทำนองเดียวกัน ภูมิหลังและทัศนคติของครอบครัวเป็นปัจจัยที่ใหญ่กว่าพฤติกรรมของผู้ถูกควบคุมตัวว่าจะได้รับการปล่อยตัวหรือไม่

นายดาร์เรน ไบเลอร์ นักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยโคโลราโด ซึ่งกำลังศึกษาการใช้เทคโนโลยีการเฝ้าระวังในซินเจียงกล่าวว่า “เป็นที่ชัดเจนมากว่ากิจกรรมทางศาสนากำลังตกเป็นเป้าหมาย จีนต้องการให้คนในสังคมกระจัดกระจาย เพื่อแยกครอบครัวออกจากกัน และทำให้ผู้คนเหล่านั้นเปราะบางมากขึ้นเพื่อการฝึกอบรมใหม่และการปรับทัศนคติ”

รัฐบาลประจำเขตซินเจียงไม่ตอบกลับการขอความคิดเห็นทางโทรสาร เมื่อถามว่าซินเจียงมุ่งเป้าไปที่คนเคร่งศาสนาและครอบครัวหรือไม่ นายเกิ้ง ชวง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า “เรื่องไร้สาระเช่นนี้ไม่คุ้มค่าต่อการแสดงความคิดเห็น” รัฐบาลจีนได้กล่าวไว้ก่อนหน้านี้ว่า ศูนย์กักกันมีไว้สำหรับการฝึกอบรมด้านอาชีพอย่างสมัครใจและไม่เลือกปฏิบัติทางศาสนา

จีนได้พยายามควบคุมซินเจียงมาหลายทศวรรษ ซึ่งชาวอุยกูร์พื้นถิ่นไม่พอใจในการปกครองอันกดขี่บังคับของรัฐบาลจีนที่มีมานานแล้ว เหตุวินาศกรรม 11 กันยายนในสหรัฐอเมริกา ทำให้เจ้าหน้าที่เริ่มใช้การก่อการร้ายที่น่าหวาดหวั่นมาสร้างความชอบธรรมให้แก่ข้อจำกัดทางศาสนาที่รุนแรงขึ้น โดยกล่าวว่าชาวอุยกูร์หนุ่มสาวถูกชักจูงโดยลัทธิหัวรุนแรงของอิสลามได้ง่าย หลังจากกลุ่มติดอาวุธวางระเบิดที่สถานีรถไฟแห่งหนึ่งในเมืองหลวงของซินเจียงเมื่อ พ.ศ. 2557 นายสี จิ้นผิง เลขาธิการพรรค จึงเปิดตัวสิ่งที่เรียกว่า สงครามของประชาชนเพื่อต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งเปลี่ยนให้ซินเจียงกลายเป็นรัฐที่ปกครองด้วยตำรวจดิจิทัล

การรั่วไหลของฐานข้อมูลจากแหล่งข่าวในชุมชนผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์เกิดขึ้นหลังการเผยแพร่แผนงานลับเกี่ยวกับการทำงานที่แท้จริงของระบบการกักกันขนาดใหญ่เมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2562 กลุ่มนักหนังสือพิมพ์สืบสวนระหว่างประเทศซึ่งรวมถึงดิแอสโซซิเอทเต็ดเพรสได้รับแผนงานดังกล่าวมา โดยในแผนงานแสดงให้เห็นว่า ศูนย์เหล่านี้ถูกบังคับให้ดำเนินการค่ายปรับทัศนคติทางอุดมการณ์และพฤติกรรมอย่างลับ ๆ เอกสารอีกชุดที่รั่วไหลไปยังหนังสือพิมพ์เดอะนิวยอร์กไทมส์ เปิดเผยข้อมูลทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการกักกันตัวขนาดใหญ่

เอกสารชุดล่าสุดมาจากแหล่งข่าวในชุมชนผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ โดยวันที่ล่าสุดในเอกสารดังกล่าวคือเดือนมีนาคม พ.ศ. 2562 ผู้ถูกควบคุมตัวในรายชื่อเป็นบุคคลที่มาจากอำเภอคาราแคกซ์ ซึ่งเป็นถิ่นฐานดั้งเดิมของประชาชนประมาณ 650,000 คนที่ขอบทะเลทรายทาคลามากันของซินเจียง ซึ่งผู้อยู่อาศัยมากกว่าร้อยละ 97 เป็นชาวอุยกูร์ รายชื่อดังกล่าวได้รับการยืนยันผ่านการสัมภาษณ์อดีตผู้อยู่อาศัยของคาราแคกซ์ เครื่องมือยืนยันตัวตนของจีน รวมถึงรายชื่อและเอกสารอื่น ๆ

มีการติดตามและจำแนกผู้ถูกควบคุมตัวและครอบครัวตามหมวดหมู่ที่เข้มงวดและกำหนดไว้เป็นอย่างดี ครัวเรือนหลายแห่งถูกกำหนดว่า “น่าไว้ใจ” หรือ “ไม่น่าไว้ใจ” และทัศนคติของครัวเรือนนั้นจะแบ่งระดับเป็น “ธรรมดา” หรือ “ดี” ส่วนครอบครัวมีการระบุถึงบรรยากาศทางศาสนาว่า “เบาบาง” หรือ “หนักแน่น” และฐานข้อมูลจะนับจำนวนญาติของผู้ถูกควบคุมตัวแต่ละคนว่าถูกกักกันอยู่ในคุกหรือถูกส่งไปยัง “ศูนย์ฝึกอบรม” กี่คน

เจ้าหน้าที่ใช้หมวดหมู่เหล่านี้ในการพิจารณาว่าบุคคลนั้น ๆ น่าสงสัยมากน้อยเพียงใด แม้ว่าบุคคลดังกล่าวจะไม่ได้ก่ออาชญากรรมใด ๆ เลยก็ตาม “เรื่องนี้ตอกย้ำแนวคิดล่าแม่มดของรัฐบาลและวิธีที่รัฐบาลทำทุกอย่างให้กลายเป็นสิ่งผิดกฎหมาย” นายเอเดรียน เซนซ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านศูนย์กักกันและนักวิชาการอาวุโสประจำมูลนิธิเหยื่อผู้เสียหายจากลัทธิคอมมิวนิสต์ในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. กล่าว

มีการระบุเหตุผลในการกักกัน ได้แก่ “การติดเชื้อทางศาสนาของชนกลุ่มน้อย” “การรบกวนบุคคลอื่นด้วยการไปเยี่ยมโดยไม่มีเหตุผล” “มีญาติพี่น้องในต่างประเทศ” “มีความคิดที่ยากจะเข้าใจ” และ “เป็นบุคคลที่ไม่น่าไว้ใจซึ่งเกิดในทศวรรษที่เจาะจง” โดยข้อมูลล่าสุดเหมือนจะเป็นกลุ่มชายหนุ่มประมาณร้อยละ 31 ของผู้คนที่ถือว่า “ไม่น่าไว้ใจ” ซึ่งมีอายุตั้งแต่ 25-29 ปี ตามการวิเคราะห์ข้อมูลของนายเซนซ์

เมื่อนายอับดุลละฮ์ มูฮัมมัด อดีตลูกศิษย์ เห็นชื่อนายเอเมอร์ในรายชื่อผู้ถูกกักกัน นายมูฮัมมัดว้าวุ่นใจอย่างมาก “สิ่งนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับเขา” นายมูฮัมมัดกล่าว นายมูฮัมมัดยัง กล่าวว่า แม้ว่านายเอเมอร์จะให้โอวาทที่ได้รับอนุมัติจากพรรค แต่เขาปฏิเสธที่จะแสดงเทศนาเกี่ยวกับโฆษณาชวนเชื่อของพรรคคอมมิวนิสต์จีน ซึ่งท้ายที่สุดก็ทำให้นายเอเมอร์มีปัญหากับเจ้าหน้าที่ นายเอเมอร์ถูกปลดจากตำแหน่งอิหม่ามและถูกกีดกันไม่ให้สอนศาสนาเมื่อ พ.ศ. 2540 ท่ามกลางความไม่สงบที่เกิดขึ้นทั่วทั้งภูมิภาคนี้

ลูกชายทั้งสามคนของนายเอเมอร์ ไม่มีคนใดถูกตัดสินว่ามีความผิดฐานก่ออาชญากรรม อย่างไรก็ตาม ฐานข้อมูลแสดงให้เห็นว่าเมื่อช่วง พ.ศ. 2561 ทั้งหมดถูกบังคับให้เข้าไปอยู่ในค่ายกักกันเนื่องจากมีบุตรมากเกินไป พยายามเดินทางไปต่างประเทศ มี “ความไม่น่าไว้ใจ” “ติดเชื้อลัทธิหัวรุนแรงทางศาสนา” หรือการทำฮัจญ์ ซึ่งเป็นการไปแสวงบุญของชาวมุสลิมที่นครศักสิทธิ์เมกกะ นอกจากนี้ ฐานข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่า ความสัมพันธ์ของทั้งสามกับนายเอ
เมอร์ และประวัติทางศาสนาก็เพียงพอที่จะโน้มน้าวให้เจ้าหน้าที่เชื่อว่า กลุ่มคนเหล่านี้อันตรายเกินกว่าที่จะปล่อยให้ออกมาจากค่ายกักกัน แม้แต่เพื่อนบ้านก็มีมลทินจากการอาศัยอยู่ใกล้กับนายเอเมอร์ จากข้อกล่าวหาว่านายเอเมอร์ก่ออาชญากรรมและโทษจำคุกที่บันทึกไว้ในเอกสารของเพื่อนบ้านรายนั้น ๆ

ฐานข้อมูลชี้ให้เห็นว่า ข้อมูลนี้ส่วนมากเก็บรวบรวมโดยกลุ่มเจ้าหน้าที่ซึ่งประจำอยู่ที่มัสยิด ส่งไปเยี่ยมบ้าน และวางกำลังในชุมชน จากนั้นจะรวบรวมข้อมูลนี้ไว้ในเอกสารที่เรียกว่า “วงกลมสามสัมพันธ์” ซึ่งประสานข้อมูลเกี่ยวกับญาติ ชุมชน และประวัติทางศาสนาของกลุ่มคนเหล่านั้นไว้ด้วยกัน

นอกจากนี้ ฐานข้อมูลยังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่ในคาราแคกซ์กำหนดกลุ่มเป้าหมายจากกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งรวมถึงการไปต่างประเทศ การได้รับหนังสือเดินทาง หรือการติดตั้งซอฟต์แวร์ต่างประเทศ

ในกรณีของนายเอเมอร์ ซึ่งตอนนี้อยู่ภายใต้การควบคุมตัวในบ้านเนื่องจากปัญหาด้านสุขภาพ ความใจกล้าและความดื้อรั้นของอิหม่ามผู้นี้เองที่ทำให้ถูกจับกุม ตามคำบอกเล่าของนายมูฮัมมัด อดีตลูกศิษย์ของนายเอเมอร์ แม้ว่านายเอเมอร์จะถูกกีดกันไม่ให้ทำหน้าที่ในมัสยิดและถูกลิดรอนสิทธิในการสอน แต่นายเอเมอร์ก็ท้าทายเจ้าหน้าที่อย่างเงียบ ๆ มากว่าสองทศวรรษ ด้วยการยึดมั่นในศรัทธาของตนเอง “นายเอเมอร์แตกต่างจากปัญญาชนคนอื่น ๆ เขาไม่เคยสนใจเรื่องเงินทองหรือสิ่งอื่นที่พรรคคอมมิวนิสต์อาจมอบให้ได้” นายมูฮัมมัดกล่าว “นายเอเมอร์ไม่เคยก้มหัวให้พรรคคอมมิวนิสต์ และนั่นคือเหตุผลที่พรรคคอมมิวนิสต์ต้องการกำจัดนายเอเมอร์”

หุ้น