คดีการจดจำใบหน้าของจีน ทำให้รัฐบาลถูกดำเนินคดี

คดีการจดจำใบหน้าของจีน ทำให้รัฐบาลถูกดำเนินคดี

เทคโนโลยีการจดจำใบหน้ากลายเป็นสิ่งที่ฝังแน่นอยู่กับสาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่สนามบินไปจนถึงโรงแรม เว็บไซต์พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และแม้แต่ห้องน้ำสาธารณะ แต่ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายรายหนึ่งทนไม่ไหวอีกต่อไปเมื่อถูกขอให้สแกนหน้าที่สวนสัตว์แห่งหนึ่ง

การที่นายกั๋ว ปิง ฟ้องร้องอุทยานสัตว์ป่า เป็นการเพิ่มเชื้อไฟในการโต้แย้งประเด็นเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวที่มีเพิ่มมากขึ้น รวมถึงการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลอย่างผิด ๆ ในสังคมที่เป็นระบบดิจิทัลมากขึ้นเรื่อย ๆ

รัฐบาลจีนหนุนหลังบริษัทที่พัฒนาการจดจำใบหน้าและปัญญาประดิษฐ์เพื่อการพาณิชย์และความปลอดภัย โดยเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันเพื่อขึ้นเป็นผู้นำระดับโลกด้านเทคโนโลยีขั้นสูง
การสำรวจต่าง ๆ แสดงให้เห็นว่า ประชาชนในวงกว้างเต็มใจที่จะสละความเป็นส่วนตัวบางส่วน เพื่อแลกกับความปลอดภัยและความสะดวกสบายที่เทคโนโลยีสามารถมอบให้

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวที่เป็นการรวบรวมข้อมูลชีวมิติ เช่น การสแกนลายนิ้วมือและการสแกนใบหน้า เพิ่มจำนวนขึ้นอย่างมาก

สื่อภายในประเทศกล่าวว่า คดีของนาย กั๋วที่ฟ้องร้องอุทยานสัตว์ป่าหางโจวทางตะวันออกของจีนเมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2562 เป็นการฟ้องร้องครั้งแรกในประเทศ ปฏิกิริยาของประชาชนแสดงถึงความหวาดกลัวว่าเทคโนโลยีกำลังแซงหน้าการคุ้มครองทางกฎหมาย

ในเว่ยป๋อซึ่งเป็นแพลตฟอร์มที่เป็นที่นิยม โพสต์ทางออนไลน์ที่เกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าวมีคนดูมากกว่า 100 ล้านครั้ง โดยมีผู้ใช้หลายรายเรียกร้องให้สั่งห้ามการเก็บข้อมูลดังกล่าว
กระแสดังกล่าวส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลในทางที่ผิดอย่างกำเริบเสิบสานของจีน ตั้งแต่การฉ้อโกงทางการเงินแบบตรง ๆ การรั่วไหลของหมายเลขโทรศัพท์มือถือ ไปจนถึงขบวนการหลอกลวงทางอินเตอร์เน็ต

ในบทความล่าสุดที่โพสต์ทางออนไลน์ ซึ่งทำให้เกิดการโต้เถียงอย่างกว้างขวางในจีน นางเล่า ตงเหยี่ยน ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายที่มหาวิทยาลัยชิงหัวที่มีชื่อเสียงในกรุงปักกิ่ง เรียกการใช้ข้อมูลการจดจำใบหน้าในทางที่ผิดว่าเป็น “ข้อตกลงกับปีศาจ”

“การส่งเสริมเทคโนโลยีการจดจำใบหน้าโดยขาดความยับยั้งจะจุดชนวนปัญหา สิ่งที่เราสูญเสียจะไม่ใช่แค่ความเป็นส่วนตัวของเราเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความปลอดภัยที่เราใฝ่หาด้วย” นางเล่าเขียน

นายกั๋ว ศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเจ้อเจียงในเมืองหางโจว กล่าวในการร้องเรียนทางแพ่งว่า การเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างการสแกนใบหน้า “หากมีการรั่วไหล การให้ หรือการใช้ข้อมูลในทางที่ผิดกฎหมาย ความปลอดภัยต่อบุคคลและทรัพย์สินของผู้บริโภคจะตกอยู่ในอันตรายได้โดยง่าย”

หนังสือพิมพ์ที่ตีพิมพ์โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของจีนกล่าวว่า “ทัศนคติบุ่มบ่ามและหยาบคายแสดงถึงความไม่แยแส” ของทางอุทยานที่มีต่อความอ่อนไหวของประชาชน พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า ต้องใช้กฎหมายเพื่อป้องกัน “การกระทำเลยเถิด”

เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2562 จีนออกคำสั่งที่ระบุแนวปฏิบัติหลากหลายแนวทาง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเก็บรวบรวมและการใช้ข้อมูลส่วนบุคคลผ่านแอปพลิเคชันโทรศัพท์มือถือที่ถือว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย

จีนยังคงขาดกฎหมายที่เฉพาะเจาะจงในการกำกับดูแลข้อมูลส่วนบุคคล ขณะนี้มีการบัญญัติการออกกฎหมาย แต่ยังคงไม่ชัดเจนว่าจะนำมาใช้เมื่อใด

แม้จะมีพาดหัวข่าวเกี่ยวกับโลกแห่งเทคโนโลยีขั้นสูงใบใหม่ที่อาจหาญของจีน ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ตามจริงจีนยังคงล้าหลังสหรัฐฯ อยู่มากด้านความก้าวหน้า แต่ก็เป็นเลิศด้านการขยายเทคโนโลยีเพื่อการใช้เชิงพาณิชย์ในวงกว้าง

ประเทศจีนมีประชากรผู้ใช้อินเทอร์เน็ตบนอุปกรณ์เคลื่อนที่มากที่สุดในโลก โดยมีมากกว่า 850 ล้านคน ซึ่งทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทดสอบที่มีคุณค่าสำหรับการอยู่รอดของผู้บริโภค

ตอนนี้มีการใช้เทคโนโลยีจดจำใบหน้าเพื่อชำระใบแจ้งหนี้ เพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนบางแห่ง เพื่อเพิ่มความคล่องตัวด้านการรักษาความปลอดภัยในการขนส่งสาธารณะ และเพื่อลงโทษคนที่ข้ามถนนผิดที่

แม้แต่สุขาในสถานที่ท่องเที่ยวบางแห่งยังต้องสแกนใบหน้าในการรับกระดาษชำระ เพื่อจำกัดการใช้มากเกินไป

สมาคมผู้บริโภคจีนออกรายงานเมื่อเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561 ระบุว่า แอปฯ โทรศัพท์มือถือมากกว่าร้อยละ 90 ต้องสงสัยว่ามีการรวบรวมข้อมูลส่วนบุคคลมากเกินปกติ และร้อยละ 10 รวบรวมข้อมูลชีวมิติมากเกินปกติ

ความกังวลเพิ่มขึ้นหลังรายงานสื่อล่าสุดของประเทศระบุว่า มีการขายข้อมูลใบหน้าทางออนไลน์นับพันในราคาเพียงส่วนละ 1.40 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 44 บาท) และหลังจากที่รัฐบาลเริ่มใช้ข้อกำหนดใหม่ที่ผู้บริโภคต้องสแกนใบหน้าเพื่อลงทะเบียนใช้บริการโทรศัพท์มือถือ
เอเจนซ์ ฟรานซ์-เพรส

หุ้น