การมีส่วนร่วม ของต่างประเทศ

การมีส่วนร่วม ของต่างประเทศ

แคนาดา ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักรทุ่มทั้งเวลาและเงินทุนเพื่อส่งเสริมอินโดแปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง

เจ้าหน้าที่ฟอรัม

แนวคิดของภูมิภาคอินโดแปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้างกำลังได้รับการสนับสนุนจากทั่วโลก มีหลายประเทศมากขึ้นเรื่อย ๆ
ที่สนับสนุนแนวคิดที่ว่าภูมิภาคที่เจริญรุ่งเรือง สงบ และมั่นคงนั้นสอดคล้องกับกลยุทธ์ระดับชาติของประเทศเหล่านั้นเอง ความร่วมมือและโครงการที่กำลังเกิดขึ้นในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกกับประเทศต่าง ๆ เช่น แคนาดา ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักร ล้วนมุ่งหมายที่จะทำให้ภูมิภาคนี้เจริญเติบโตทางเศรษฐกิจและการเมือง “เป็นครั้งแรกที่มีการชื่นชมอย่างจริงใจ จากการที่ศูนย์กลางของดุลอำนาจได้เปลี่ยนจากมหาสมุทรแอตแลนติกไปสู่อินโดแปซิฟิก” นายกาสี เรา ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสภาธุรกิจแคนาดาและอินเดีย กล่าวกับ Forbes.com ในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2562 “ดังนั้น เราจึงต้องทำงานในด้านที่เกี่ยวกับเอเชียอย่างถูกต้อง”

ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ภูมิภาคนี้ได้รับความสนใจจากทั่วโลกเนื่องด้วยความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ ประมาณหนึ่งในสามของการค้าทางทะเลทั่วโลกผ่านทะเลจีนใต้เพียงแห่งเดียว ตามรายงานของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ นอกจากนี้ ท่าเรือ 9 แห่งจากบรรดาท่าเรือที่คับคั่งที่สุดในโลกยังตั้งอยู่ในภูมิภาคนี้อีกด้วย “เรื่องราวของอินโดแปซิฟิกในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมาเป็นเรื่องราวของสิ่งที่เป็นไปได้ เมื่อผู้คนมีสิทธิ์กำหนดอนาคตของพวกเขาเอง” นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2560 ที่การประชุมสุดยอดประธานสำนักงานบริหารว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก “ภูมิภาคนี้เกิดขึ้นจากนานาประเทศที่เรียงตัวสวยงามราวกลุ่มดาว แต่ละประเทศต่างเป็นดาวที่สว่างสุกใสได้ด้วยตนเอง ไม่ใช่ดาวเทียมเลยแม้สักแห่ง”

จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายประเทศยังคงให้ความสนใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นภายในอินโดแปซิฟิก สิ่งที่ตามมาคือบทสรุปของวิธีที่แคนาดา ฝรั่งเศส และสหราชอาณาจักรได้ทุ่มเวลาและเงินเพื่อแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่มีต่อภูมิภาคแห่งนี้ รวมทั้งความสงบสุขและความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืน

กองกำลังปฏิบัติการนอกประเทศจากออสเตรเลีย แคนาดา นิวซีแลนด์ และสหรัฐอเมริกา ถ่ายรูปหมู่ร่วมกันในระหว่างการฝึกไฮดราแครป ซึ่งเป็นการฝึกซ้อมจตุภาคีของกองทัพจากทั้งสี่ประเทศ เมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2562 จ.อ. เคลซีย์ แอล. อดัมส์/กองทัพเรือสหรัฐฯ

แคนาดา

เหตุการณ์ทางเศรษฐกิจและการเมืองที่เพิ่มขึ้นของอินโดแปซิฟิก มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อยุทธศาสตร์ระดับภูมิภาคของแคนาดาเกี่ยวกับความเจริญรุ่งเรือง การพัฒนา การไม่แบ่งแยก ความยั่งยืน สันติภาพ และความมั่นคง ตั้งแต่ พ.ศ. 2549 แคนาดาได้เพิ่มสำนักงานทางการทูตแห่งใหม่ในจีนและอินเดียจำนวน 10 แห่ง และมุ่งมั่นที่จะจัดหาทรัพยากรใหม่ ๆ ให้แก่สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน และในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2556 ได้แต่งตั้งเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศพม่าเป็นคนแรก

แคนาดายังคงเดินเครื่องทุ่มเทความสนใจไปที่ภูมิภาคอินโดแปซิฟิก โดยมีแผนที่จะเพิ่มการส่งออกต่างประเทศเป็นสองเท่าภายใน พ.ศ. 2568 กล่าวคือ สหรัฐอเมริกาคิดเป็นประมาณร้อยละ 76 ของกิจกรรมการค้าของแคนาดาใน พ.ศ. 2543 ในขณะที่ในอินโดแปซิฟิกคิดเป็นเพียงร้อยละ 10 ตามรายงานของ Forbes.com ใน พ.ศ. 2561 ตัวเลขของกิจกรรมการค้าในสหรัฐฯ หดตัวลงเป็นร้อยละ 63 ในขณะที่ในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกเติบโตขึ้นถึงร้อยละ 17 ตามรายงานของ Forbes.com

แคนาดามีส่วนในข้อตกลงที่ครอบคลุมและก้าวหน้าสำหรับความร่วมมือข้ามแปซิฟิก ซึ่งเป็นข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างแคนาดาและอีก 10 ประเทศที่ดำเนินการในอินโดแปซิฟิก ซึ่งรวมถึงออสเตรเลีย บรูไน ชิลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ และเวียดนาม โดยเมื่อดำเนินการอย่างเต็มรูปแบบแล้ว 11 ประเทศนี้จะก่อตั้งกลุ่มการซื้อขายที่มีผู้บริโภค 495 ล้านรายและร้อยละ 13.5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศทั่วโลก ทำให้แคนาดาเข้าถึงตลาดหลักในอินโดแปซิฟิกและลาตินอเมริกาได้มากขึ้น

เมื่อเร็ว ๆ นี้แคนาดาได้พยายามกระตุ้นการมีส่วนร่วมกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างเห็นได้ชัด ในฐานะหนึ่งในพันธมิตรที่ยาวนานที่สุดของอาเซียน ทั้งนี้ แคนาดายังคงเป็นพันธมิตรสำคัญในความพยายามต่อต้านการก่อการร้ายและการบรรเทาภัยพิบัติ จากการที่เวียดนามกำลังก้าวขึ้นสู่บทบาทประธานอาเซียนใน พ.ศ. 2563 แคนาดาได้ให้ความสนใจอย่างมากในความสัมพันธ์ทวิภาคีดังกล่าว โดยเรือของแคนาดาได้เดินทางไปเวียดนามมากขึ้น และเมื่อเร็ว ๆ นี้ได้มีการลงนามข้อตกลงอย่างเป็นทางการสำหรับการเข้าร่วมการฝึกทหารของเวียดนามกับแคนาดา

เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2562 พล.อ. โง ซวน หลิก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมเวียดนาม ได้กลายเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมคนแรกที่มาเยือนแคนาดานับตั้งแต่มีการก่อตั้งความสัมพันธ์ทวิภาคีใน พ.ศ. 2516 นอกเหนือจากการเจรจาเกี่ยวกับการฝึกอบรมบุคลากรและการแบ่งปันความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ เช่น ปฏิบัติการรักษาสันติภาพขององค์การสหประชาชาติแล้ว ทั้งสองประเทศยังได้หารือเกี่ยวกับผลประโยชน์ร่วมกันในภูมิภาคและทั่วโลก รวมถึงทะเลจีนใต้และอาเซียน นอกจากนี้ ทั้งสองยังได้หารือถึงแนวทางในการพัฒนาความสัมพันธ์ด้านกลาโหมอีกด้วย ตัวเลือกต่าง ๆ ประกอบด้วยความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ การบรรเทาภัยพิบัติ ตลอดจนการกู้ภัยและความมั่นคงทางทะเล ซึ่งรวมถึงการขยายข้อตกลงการบังคับใช้กฎหมายระหว่างยามชายฝั่งทั้งสองประเทศ และการต้อนรับเรือของกองทัพเรือแคนาดาสำหรับการไปเยือนและฝึกซ้อม ตามรายงานของนิตยสารออนไลน์เดอะดิโพลแมต

พล.อ.จ. เคน ควินน์ แห่งกองทัพอากาศออสเตรเลีย (กลางขวา) พูดคุยกับ ร.อ. โดมินิก เวชเลอร์ เจ้าหน้าที่กองทัพฝรั่งเศส (ซ้าย) ร.อ. เธียร์รี เปาลูคูอิ และน.ท. จิม ซิโนส แห่งกองทัพอากาศออสเตรเลีย ที่ป้อมเทเรมบา นิวแคลิโดเนีย ระหว่างการฝึกครอยซ์ดูซัด พ.ศ. 2557 เครือรัฐออสเตรเลีย กระทรวงกลาโหม

นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังเรียกร้องให้แคนาดามีส่วนร่วมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงเหนือมากขึ้นอีกด้วย นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ให้ความร่วมมือด้านกลาโหมกับแคนาดาอย่างใกล้ชิดเหนือสิ่งอื่นใด ระหว่างการประชุมกับนายจัสติน ทรูโด นายกรัฐมนตรีแคนาดา เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2562 นายอาเบะต้องการการแลกเปลี่ยนข้อมูลและบุคลากรที่เพิ่มขึ้นระหว่างกองทัพของทั้งสองประเทศ และยังต้องการทำงานร่วมกับแคนาดาในการรักษาสันติภาพระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ทั้งสองประเทศมีจุดแข็งร่วมกันอีกด้วย

“เราแบ่งปันระบบค่านิยมร่วมกันมากมาย … ทั้งในแง่ของสิทธิมนุษยชน การสนับสนุนประชาธิปไตย และการเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจที่ดี” นายเดฟ เพอร์รี่ ผู้เชี่ยวชาญด้านกลาโหมของสถาบันกิจการโลกแคนาดา กล่าวกับแคนาเดียน บรอดแคสติง คอร์ปอเรชัน “แต่ผมคิดว่าเรายังอยู่ในฝั่งเดียวกันในด้านประเด็นยุทธศาสตร์บางประการ ในภูมิภาคที่เราต้องการส่งเสริมการเข้าถึง การค้าเสรี และเสรีภาพในการเคลื่อนไหว … โดยเป็นสิ่งที่มีการบังคับใช้มาหลายทศวรรษที่ผ่านมาโดยกองทัพเรือสหรัฐฯ ในแปซิฟิก ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเราทั้งสองประเทศ”

ในการแถลงการณ์ของรัฐบาลแคนาดาระบุว่า “แคนาดามุ่งมั่นที่จะส่งเสริมแนวทางที่ก้าวหน้าในการค้าที่ส่งเสริมตลาดเปิด สร้างงาน ช่วยให้ธุรกิจมีการแข่งขันมากขึ้น และผลักดันการเติบโตทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้วยเหตุนี้ แคนาดาจึงกำลังทำงานเพื่อให้แน่ใจว่าการหารือทางการค้าได้รับการแจ้งและตอบสนองต่อประเด็นต่าง ๆ เช่น สิทธิของแรงงาน สิ่งแวดล้อม ความเสมอภาคทางเพศ และการส่งเสริมสิทธิของรัฐบาลในการกำกับดูแลผลประโยชน์สาธารณะอย่างต่อเนื่อง”

ฝรั่งเศส

ฝรั่งเศสมีกำลังทางทหารที่สำคัญในภูมิภาคอินโดแปซิฟิก โดยมีบุคลากร 4,100 นายประจำการอยู่ในมหาสมุทรอินเดียอย่างถาวร และบุคลากรอีก 2,900 นายประจำการอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิกอย่างถาวร โดยหน้าที่หลักของกองกำลังเหล่านี้คือเพื่อให้มั่นใจในการปกป้องดินแดนของฝรั่งเศสและเฝ้าระวังเขตเศรษฐกิจพิเศษ นอกจากนี้ ยังมีส่วนร่วมในความพยายามเกี่ยวกับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ รวมทั้งต่อสู้กับการค้ามนุษย์อีกด้วย “ฝรั่งเศสมีดินแดนและประชากรทั้งในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิก จึงถือว่าฝรั่งเศสเป็นประเทศหนึ่งของภูมิภาคอินโดแปซิฟิก และถือครองสถานที่ที่โดดเด่นในส่วนนี้ของโลกตั้งแต่แนวชายฝั่งแอฟริกาไปจนถึงชายฝั่งทะเลของทวีปอเมริกา” นางโฟลร็องซ์ ปาร์ลี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกองทัพบกฝรั่งเศส เขียนในคำนิยมของรายงานเรื่อง “ฝรั่งเศสกับความมั่นคงปลอดภัยในอินโดแปซิฟิก” พ.ศ. 2562 ว่า “ฝรั่งเศสยังคงรักษาอำนาจอธิปไตยและกองกำลังในภูมิภาคนี้ไว้อย่างถาวร เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศและมีส่วนช่วยในการสร้างเสถียรภาพของภูมิภาคควบคู่ไปกับพันธมิตร โดยส่วนใหญ่เป็นอินเดีย ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ตลอดจนมาเลเซีย สิงคโปร์ นิวซีแลนด์ อินโดนีเซีย และเวียดนาม”

เมื่อกล่าวถึงความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมและการบรรเทาภัยพิบัติ ฝรั่งเศสจะให้การสนับสนุนเป็นประจำด้วยการระดมยุทธปัจจัยของกองทัพบก กองทัพเรือ และกองทัพอากาศ ในแปซิฟิกใต้ ฝรั่งเศสทำงานร่วมกับออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ตามข้อตกลงฟรานซ์ในสามประเทศ เพื่อประสานงานด้านการบรรเทาสาธารณภัยให้กับรัฐที่ต้องการ นอกจากนี้ ยังมีที่ปรึกษาด้านความมั่นคงของพลเรือนชาวฝรั่งเศสอยู่ในสิงคโปร์ เพื่อประสานงานความร่วมมือด้านการคุ้มครองพลเรือนและการจัดการวิกฤตในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย

ฝรั่งเศสเป็นเขตเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับหกของโลก และมีทรัพยากรทางทหารที่ครอบคลุมและเป็นอิสระ ตามที่แสดงให้เห็นจากการออกแบบระบบอัตโนมัติและการผลิตขีดความสามารถในการปราบปรามนิวเคลียร์ ดาวเทียม เครื่องบินขับไล่ เรือดำน้ำ เรือ รถถัง และยานพาหนะต่อสู้อื่น ๆ

ทั้งนี้ ฝรั่งเศสมีส่วนได้เสียในภูมิภาคนี้ เนื่องจากมีชาวฝรั่งเศส 1.6 ล้านคน อาณาเขตที่เป็นเกาะหลายแห่งในมหาสมุทรอินเดียและแปซิฟิกใต้ รวมถึงเขตเศรษฐกิจพิเศษอันกว้างใหญ่ในภูมิภาคนี้ “ฝรั่งเศสจะไม่ไปไหนทั้งนั้นเพราะเราเป็นส่วนหนึ่งของภูมิภาค” นางปาร์ลีกล่าวในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2562 ระหว่างการปราศรัยที่การประชุมแชงกรีล่า “กองกำลังของเราจะพร้อมเผชิญกับภัยคุกคามทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นจากการก่อการร้าย องค์กรอาชญากรรม และความพยายามทุกแบบที่จะทำลายอำนาจอธิปไตยของฝรั่งเศส ภัยคุกคามเหล่านี้มีทั้งแบบที่ตรงไปตรงมาและบางส่วนที่มาในลักษณะแอบแฝง เราจะเผชิญหน้ากับภัยเหล่านั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราจะจัดเตรียมกำลังทหารของเรา กองกำลังที่ประจำการล่วงหน้าของเรา การวางกำลังชั่วคราวของเรา เพื่อให้แน่ใจในด้านการป้องกันผลประโยชน์ที่แข็งแกร่งของเรา”

ทั้งนี้ ฝรั่งเศสมีกองบัญชาการทางทหาร 5 แห่งและมีฐานอำนาจอธิปไตย 3 แห่งในภูมิภาคนี้ ใน พ.ศ. 2561 กองกำลังฝรั่งเศสได้ยึดยาเสพติด 15 ตันในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่ง “เพียงพอที่จะวางยาฉลามทั้งหมดในภูมิภาคให้หายไปอย่างไร้ร่องรอยได้เลย” นางปาร์ลีกล่าว ฝรั่งเศสสนับสนุนการสร้างสถาปัตยกรรมความมั่นคงในภูมิภาค และได้ก้าวเข้ามาทำงานใกล้ชิดกับอาเซียนมากขึ้น นางปาร์ลีกล่าว

นอกจากนี้ นางปาร์ลียังกล่าวถึงความมุ่งมั่นของฝรั่งเศสต่ออินโดแปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้างว่า การเข้าถึงสายการสื่อสารทางทะเลในภูมิภาคนี้เป็นกุญแจสำคัญของความเจริญรุ่งเรืองของยุโรป และการอนุรักษ์เส้นเลือดใหญ่ทางการค้าที่ยังคงมีความสำคัญต่อโลก “นี่คือคำถามด้านหลักการ เมื่อกฎเกณฑ์ไม่อาจขีดเส้นกั้นความทะเยอทะยานได้อีกต่อไป รัฐขนาดเล็กในภูมิภาคนี้จะมีความมั่นคงได้อย่างไร ความหมายของความเท่าเทียมกันทางอธิปไตย ซึ่งเป็นหลักการสำคัญของสหประชาชาติคืออะไร” นางปาร์ลีกล่าวระหว่างการปราศรัยในการประชุมแชงกรีล่า “ในส่วนของเรา เราจะเริ่มจัดการกับประเด็นนี้ด้วยตัวเราเองอย่างมั่นคงโดยไม่เผชิญหน้า แต่ด้วยแนวทางที่ยึดมั่น เราจะยังคงเดินเรือในทะเลจีนใต้มากกว่าสองครั้งต่อปีต่อไป จะมีการคัดค้าน จะมีการเดินเรือที่ไม่น่าไว้ใจในทะเล แต่เราจะไม่ถูกข่มขู่ให้ยอมรับเรื่องใดก็ตามที่เกิดขึ้นไปแล้ว เพราะนั่นเป็นสิ่งที่กฎหมายระหว่างประเทศกำหนดไว้ จะให้เรายอมรับได้อย่างไร”

สหราชอาณาจักร

สหราชอาณาจักรที่ปรับจุดมุ่งเน้นใหม่จะปรับตัวให้เข้ากับอินโดแปซิฟิกได้อย่างไร เมื่อการออกจากสหภาพยุโรปยังคงไม่ชัดเจน แต่นักวิเคราะห์คาดว่าจะมีการปรับเปลี่ยนผลประโยชน์ด้านนโยบายต่างประเทศตามมาในเร็ว ๆ นี้ ในระหว่างนี้ สหราชอาณาจักรยังคงรักษาความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับออสเตรเลียและญี่ปุ่น ซึ่งเป็นสองพันธมิตรด้านความมั่นคงของอินโดแปซิฟิกที่ใกล้ชิดที่สุด และกำลังทำงานเพื่อยกระดับความน่าเชื่อถือของตนในกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

“ลักษณะของอนาคตของสหราชอาณาจักร ในฐานะผู้มีบทบาทหลักในระดับนานาชาติมีแนวโน้มว่าจะกำหนดจากผลของการเลือกของสหราชอาณาจักร ในการมีส่วนร่วมกับภูมิทัศน์ด้านความมั่นคงที่ซับซ้อนในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก” นายอะเลสซิโอ ปาตาลาโน ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงแห่งเอเชียตะวันออกจากคิงส์คอลเลจลอนดอน กล่าวในรายงาน พ.ศ. 2562 ตามรายงานของเอเชียไทมส์ หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษของฮ่องกง “สหราชอาณาจักรต้องเผชิญกับทางเลือกที่ยากลำบาก เมื่อภูมิภาคนี้ก้าวขึ้นมามีความโดดเด่นในกิจการระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทำให้ต้องตัดสินใจว่า สหราชอาณาจักรตั้งใจที่จะสร้างภูมิทัศน์ด้านความมั่นคงในภูมิภาคอย่างแข็งขัน หรือเพียงต้องการมีส่วนร่วมในการจัดการด้านการปฏิรูปของภูมิภาคนี้เท่านั้น”

รัฐบาลอังกฤษได้แสดงให้เห็นว่า มีแผนการจะแสดงบทบาทอย่างแข็งขันในความสัมพันธ์ในอนาคตในอินโดแปซิฟิก “ภูมิภาคแปซิฟิกมีความสำคัญต่อสหราชอาณาจักรมากยิ่งกว่าที่เคย โดยมีการเชื่อมโยงทางการค้าและประเด็นด้านความมั่นคงในภูมิภาคที่มีผลกระทบต่อโลกมากขึ้น” ตามรายงานของกระทรวงกลาโหมอังกฤษเมื่อเดือนธันวาคม พ.ศ. 2561 และยังระบุอีกว่า “การระดมกำลัง การปรับให้ทันสมัย และการเปลี่ยนแปลงการป้องกัน เราจะเพิ่มบทบาทของเราในภูมิภาคนี้ ผ่านความสัมพันธ์ทวิภาคีของเราและกลุ่มการเตรียมการไฟว์อายส์และไฟว์พาวเวอร์ดีเฟนซ์ เราจะยืนหยัดร่วมกันเพื่อกฎระเบียบสากล รวมถึงเสรีภาพในการเดินเรือ ซึ่งเป็นรากฐานของความมั่นคงและความเจริญรุ่งเรืองของเราในฐานะประเทศการค้าที่มีลักษณะเป็นเกาะ”

นายเกวิน วิลเลียมสัน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอังกฤษในขณะนั้น กล่าวเมื่อช่วงต้น พ.ศ. 2562 เกี่ยวกับการนำทรัพยากรทางทหารของอังกฤษไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้มากที่สุด ซึ่งยิ่งเน้นให้เห็นถึงความต้องการของสหราชอาณาจักรที่จะอยู่ใกล้ชิดกับพันธมิตรในภูมิภาคอินโดแปซิฟิกมากขึ้น ทั้งทางยุทธศาสตร์และทางกายภาพ “นี่คือช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเราในฐานะประเทศ นับตั้งแต่การสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่สอง” นายวิลเลียมสันกล่าวกับหนังสือพิมพ์เดอะซันเดย์เทเลกราฟในเดือนมกราคม พ.ศ. 2562 “นี่คือช่วงเวลาที่เราจะได้เป็นผู้มีบทบาทระดับโลกอย่างแท้จริงอีกครั้ง และผมคิดว่ากองทัพมีบทบาทสำคัญมากในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของบทบาทนั้น”

นายวิลเลียมสันกล่าวในระหว่างการประชุมแชงกรีล่าเมื่อเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2561 ว่า รัฐบาลอังกฤษตั้งใจที่จะแสดงให้เห็นถึงความสมานฉันท์กับ “ระบบที่ตั้งอยู่บนกฎระเบียบ” ในน่านน้ำเอเชีย โดยการส่งเรือรบของประเทศแล่นผ่านทะเลจีนใต้ที่มีการแข่งขันกันอย่างร้อนแรง “เราต้องทำให้ชัดเจนว่า ประเทศต่าง ๆ ต้องปฏิบัติตามกฎและมีผลกระทบที่ตามมาจากการไม่ปฏิบัติเช่นนั้น” นายวิลเลียมสันกล่าว “เราต้องปฏิบัติด้วยครรลองเดียวกัน … เราต้องการค้นหาและดูว่าเราจะสามารถทำสิ่งใดได้มากขึ้นบ้างร่วมกับพันธมิตรในภูมิภาคนี้ ซึ่งมีผลกระทบที่ใหญ่ขึ้นและสร้างความแตกต่างได้มากกว่า”

นอกจากนี้ รัฐบาลอังกฤษยังสัญญาว่าจะแล่นเรือบรรทุกอากาศยานในแปซิฟิกเมื่อถึงเวลาปฏิบัติการใน พ.ศ. 2563 อีกด้วย “แน่นอนว่า เมื่อเรานำเรือบรรทุกอากาศยานลำใหม่จำนวนสองลำเข้าประจำการใน พ.ศ. 2563 และเมื่อเราต่ออายุและปรับปรุงกองทัพของเรา จะเห็นเรือของเราทั้งสองลำในแปซิฟิก” นายคิม ดาร์ร็อค เอกอัครราชทูตอังกฤษประจำสหรัฐฯ ในขณะนั้นประกาศในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2557 ตามรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ “และแน่นอนว่าเรากับคณะรัฐบาลของสหรัฐฯ คณะนี้รวมถึงคณะถัดไป มีจุดประสงค์ร่วมกัน ในการปกป้องเสรีภาพในการเดินเรือ และเพื่อรักษาเส้นทางเดินเรือและเส้นทางเดินอากาศให้เปิดกว้าง”

หุ้น