การตอบโต้ จีน กับความทะเยอทะยาน

การตอบโต้ จีน กับความทะเยอทะยาน

ทางทะเลประเทศต่าง ๆ เพิ่มความร่วมมือในการตัดทอนการขยายดินแดนของสาธารณรัฐประชาชนจีนและภัยคุกคามต่ออำนาจอธิปไตย

ดร. โมฮัน มาลิก

พล.ร.อ. ฟิลิป เอส. เดวิดสัน ผู้บัญชาการกองบัญชาการสหรัฐฯ ประจำภาคพื้นอินโดแปซิฟิก ให้การในเดือนเมษายน พ.ศ. 2562 ว่า สาธารณรัฐประชาชนจีนได้เข้าควบคุมทะเลจีนใต้อย่างมีประสิทธิผลผ่านการขยายกำลังทหารในภูมิภาค ซึ่งรวมถึงฐานทัพบนเกาะลับและการก่อสร้างเกาะเทียม พล.ร.อ. เดวิดสัน กล่าวกับคณะกรรมาธิการทางทหารของวุฒิสภาสหรัฐฯ ว่า “โดยสรุปแล้ว ขณะนี้จีนสามารถควบคุมทะเลจีนใต้ได้ในทุกสถานการณ์ที่เว้นว่างสงครามกับสหรัฐฯ

ในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา กองทัพเรือกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนยังคงทำงานอย่างต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ในการฟื้นฟู “สิทธิอันชอบธรรมและสิทธิตามประวัติศาสตร์ของจีนในฐานะมหาอำนาจทางทะเลที่ยิ่งใหญ่ที่สุด”

เรือของกองทัพเรืออินเดีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และสหรัฐฯ แล่นเป็นขบวนเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2562 เครือข่ายความมั่นคงพหุภาคีใหม่กำลังก่อตัวเพื่อปกป้องอินโดแปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง รอยเตอร์

ในขณะที่กองทัพเรือกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนกำลังจัดกำลังทางทหารเข้าประจำการบนเกาะที่เรียกว่าเกาะแห่งแรกของหมู่เกาะสำคัญที่ยื่นออกมาจากชายฝั่งแผ่นดินใหญ่ของทวีปเอเชียตะวันออก และรวมถึงพื้นที่ที่ทอดยาวข้ามทะเลจีนใต้ รัฐบาลจีนก็กำลังเข้าซื้อรัฐที่เป็นเกาะเล็ก ๆ ในหมู่เกาะยุทธศาสตร์แห่งที่สองที่ทอดยาวจากญี่ปุ่นผ่านเกาะมาเรียนาและไมโครนีเซียในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งภายใน พ.ศ. 2563 คาดว่าจีนจะมีกองเรือและเรือดำน้ำที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยเกือบสองในสามของท่าเรือหลัก 50 แห่งทั่วโลกเป็นของจีนหรือรับการลงทุนบางส่วนจากจีน จีนยังคงดำเนินการซื้อฐานทัพเพื่อเสริมสร้างความสามารถนอกชายฝั่งเพื่อจุดประสงค์เชิงพาณิชย์และเชิงยุทธศาสตร์ โดยจัดกำลังเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเอกชน กองกำลังพลเรือน และจัดหาอาวุธให้กับประเทศต่าง ๆ ที่ตั้งอยู่ตามแนวยุทธศาสตร์ของเส้นทางเดินเรือและจุดเชื่อมต่อทางทะเล

การค้นหาทรัพยากรธรรมชาติเพื่อเป็นเชื้อเพลิงให้แก่อุตสาหกรรมและการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศ ค้นหาตลาดต่างประเทศเพื่อถ่ายเทสินค้าที่ผลิต และค้นหาฐานกระจายกำลังพลเพื่อเข้าถึงและป้องกัน ซึ่งทั้งสองจุดประสงค์นี้เป็นแรงผลักดันชั้นดีสำหรับยุทธศาสตร์ทางทะเลที่กำลังพัฒนาของรัฐบาลจีน ไม่มีอำนาจอื่นใดเทียบได้กับความทะเยอทะยานอันยิ่งใหญ่ของจีนอีกแล้ว โดยการอ้างสิทธิ์เกือบร้อยละ 90 ของทะเลจีนใต้และทรัพยากรว่าเป็นของตนแต่เพียงผู้เดียวนี้อาจเป็นเพียงจุดเริ่มต้น ขณะนี้ จีนอ้างตนว่าเป็น “รัฐใกล้อาร์กติก” และอธิบายถึงทรัพยากรของอาร์กติกว่าเป็น “สาธารณประโยชน์ของมนุษยชาติ” ซึ่งต้องแบ่งปันกัน

ยุทธศาสตร์สองมหาสมุทรของจีน

ยุทธศาสตร์ทางทะเลของจีนเป็นองค์ประกอบสำคัญของแผนหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางอันเป็นเอกลักษณ์ของนายสี ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก เซอร์ ฮาลฟอร์ด แมคคินเดอร์ นักคิดด้านภูมิรัฐศาสตร์ในศตวรรษที่ 19 และนายอัลเฟรด เทเยอร์ มาฮาน นักยุทธศาสตร์ทางทะเล โครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางก่อเกิดเป็นเส้นทางการขนส่งทางบกและการค้าทั่วทั้งมหาทวีปยูเรเซีย รวมทั้งพัฒนาเครือข่ายท่าเรือริมทะเลเพื่อรักษาความปลอดภัยในการควบคุมทรัพยากรและตลาด โดยเครือข่ายทางทะเลนี้ถือเป็นจุดสูงสุดของยุทธศาสตร์สองมหาสมุทรของกองทัพเรือกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีน

จีนพยายามครอบครองมหาสมุทรแปซิฟิกและกลายเป็นมหาอำนาจครองมหาสมุทรอินเดีย เช่น นายหยิ่น จัว พล.ร.ต. ผู้เกษียณแล้ว ได้เรียกร้องให้สร้าง “เรือบรรทุกเครื่องบินอย่างน้อยห้าถึงหกลำ” เพื่อคงไว้ซึ่ง “กองเรือบรรทุกเครื่องบินสองกองในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกและอีกสองกองในมหาสมุทรอินเดีย”

สำหรับรัฐบาลจีนแล้ว เส้นทางรถไฟและท่อส่งน้ำมันระหว่างซินเจียงกับกวาดาร์ รวมถึงเส้นทางรถไฟและท่อส่งน้ำมันระหว่างคุนหมิง กับเจาะพยู ถือเป็นเส้นเลือดที่สำคัญที่สุดสองสายของโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง เพื่อให้สามารถเข้าถึงมหาสมุทรอินเดียและช่วยให้รัฐบาลจีนหมดกังวลเรื่องความเสี่ยงเกี่ยวกับการเคลื่อนย้ายการค้าและทรัพยากรพลังงานผ่านช่องแคบมะละกา ภายใต้หลักกลาโหมทางโพ้นทะเลของจีน นักยุทธศาสตร์หลายคนของกองทัพเรือกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนมองว่า ปากีสถานและพม่าเป็น “ชายฝั่งตะวันตกของจีน” เพื่อปกปิดช่องโหว่เชิงยุทธศาสตร์ในช่องแคบมะละกา

นอกจากนี้ รัฐบาลจีนกำลังสร้างกองกำลังสำรวจทางทะเล โดยมีเป้าหมายในการต่อสู้และปฏิบัติการสงครามสะเทินน้ำสะเทินบกที่ห่างไกลจากชายฝั่งของตน เห็นได้ชัดว่า รัฐบาลจีนต้องการส่งสารว่าประเทศต่าง ๆ ในเส้นทางทางทะเลที่ได้รับข้อเสนอควรหันมาเข้ากับจีน โดยให้คำมั่นว่าจะมีเครือข่ายท่าเรือ ทางรถไฟ และเมืองชายฝั่งที่เชื่อมโยงจีนกับเอเชีย แอฟริกา และยุโรป เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางทหาร อีกทั้งจีนจะไม่ยอมทนต่อการคัดค้านใด ๆ ในการขยายอิทธิพลของรัฐบาลจีน

กลลวงกับดักการลงทุนของจีน

เนื่องจากการมีบทบาทใหม่ที่สำคัญเป็นเรื่องเกี่ยวกับภูมิรัฐศาสตร์ของห่วงโซ่อุปทาน ทำให้ประเทศใหญ่ ๆ กำลังแย่งชิงอิทธิพลเหนือตลาดอุตสาหกรรม เทคโนโลยี และการพาณิชย์ที่สำคัญทั่วอินโดแปซิฟิก ในทางการค้าและการพาณิชย์ ประเทศส่วนใหญ่ไม่เลือกเข้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่จะเข้ากับทุกฝ่าย สำหรับประเทศที่ต้องการสร้างโรงงาน โรงเรียน ถนน และท่าเรือ ตามที่ประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ทำ เงินทุนและข้อเสนอด้านวิศวกรรมของจีนกำลังเป็นสิ่งล่อใจ ความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจของจีนยังเปิดโอกาสแก่ประเทศเล็ก ๆ ให้มีบาทบาททางอำนาจที่สำคัญต่อกันเพื่อผลประโยชน์ของแต่ละรัฐอีกด้วย สำหรับประเทศที่มีความขัดแย้งด้วยระบอบเผด็จการซึ่งไม่สามารถรับเงินทุนจากสถาบันการเงินทั่วโลก การช่วยเหลือและการลงทุนจากจีนคือทางออก

การหลอมรวมหน่วยงานรัฐและบรรษัทในระบอบเผด็จการของจีน ช่วยให้รัฐบาลจีนสามารถบริหารจัดการกองทุนในลักษณะที่ประเทศประชาธิปไตยมักทำไม่ได้ รัฐวิสาหกิจที่มีเงินสดจำนวนมากของจีน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากธนาคารจีนและหน่วยงานรัฐบาลอื่น ๆ สามารถเลี่ยงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม แรงงานและสิทธิมนุษยชน รวมทั้งบรรทัดฐานสากลอื่น ๆ ซึ่งแม้มีเจตนาดี แต่มักยืดเวลาการก่อสร้างและเพิ่มต้นทุน หนังสือพิมพ์ เซาธ์ไชน่ามอร์นิ่งโพสต์ รายงานเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2562 ว่า ผู้ประกอบการจีนลงทุนมากกว่า 9 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7.7 ล้านล้านบาท) ในประเทศที่อยู่ในแผนหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางระหว่าง พ.ศ. 2556 ถึง พ.ศ. 2561 เนื่องด้วยเอเชียและแอฟริกามีความต้องการด้านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอย่างมาก เป้าหมายด้านการเชื่อมต่อของแผนหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางจึงดูเหมือนจะสอดคล้องกับแผนการเชื่อมต่อในระดับภูมิภาคเป็นอย่างดี สำนักข่าวของรัฐอย่างซินหัวระบุว่า ณ เดือนเมษายน พ.ศ. 2562 ว่า จีนได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือ 173 ฉบับกับ 125 ประเทศและองค์กรระหว่างประเทศ 29 องค์กร

การทูตด้านโครงสร้างพื้นฐานมีบทบาทต่อจุดแข็งของจีน ขณะเดียวกันก็ช่วยให้จีนปรับทวีปยูเรเซียและก้าวไปสู่เป้าหมายการทำให้เงินหยวนเป็นสกุลเงินสากล โดยแทรกตัวในฐานะผู้เฝ้าประตูที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของเครือข่ายโครงสร้างพื้นฐานที่เกิดขึ้นใหม่ในภูมิภาคนี้ รัฐบาลจีนยังหวังที่จะล่อลวงประเทศต่าง ๆ ให้เข้าสู่วงโคจรของจีนและคลายความเป็นพันธมิตรกับสหรัฐฯ ซึ่งหากดำเนินแผนหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางสำเร็จจะทำให้จีนเข้าถึงทรัพยากร ช่วยในการส่งออกกำลังผลิตส่วนเกินในอุตสาหกรรม และสร้างความมั่นคงต่อการแสดงยุทธศาสตร์แนวหน้าเพื่อแผ่พลังอำนาจ

ความเสียหายจากหลักประกัน

แม้หลายประเทศที่มุ่งสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจกำลังเอนเอียงไปหารัฐบาลจีน แต่บางประเทศกลับรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้นกับสิ่งที่มองว่าเป็น “การทูตในยุคอาณานิคมใหม่” ของรัฐบาลจีน ซึ่งมักลงเอยด้วยการเป็นหนี้ หนังสือรับสภาพหนี้ และการลวงให้ติดกับดักเชิงยุทธศาสตร์ในรูปแบบการครอบงำของจีนในระยะยาว การแสวงหาทรัพยากร ตลาด ฐานทัพ และลัทธิพาณิชยนิยมในต่างประเทศของจีนในขณะนี้ ก่อให้เกิดการคัดค้านรุนแรงต่ออำนาจอธิปไตยและอิสรภาพของประเทศขนาดเล็กและอ่อนแอในเอเชีย แอฟริกา รวมถึงลาตินอเมริกา เช่นเดียวกับการแสวงหาอำนาจด้านอุตสาหกรรมของยุโรปเพื่อทรัพยากร ตลาด และฐานทัพที่นำไปสู่การล่าอาณานิคมของเอเชีย แอฟริกา และลาติน อเมริกาช่วงศตวรรษที่ 18 และ 19 บางโครงการในแผนหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางได้ตัดผ่านดินแดนและน่านน้ำที่เป็นข้อพิพาท กลายเป็นบ่อนทำลายบูรณภาพของดินแดนและอธิปไตย

การพิจารณาทางภูมิรัฐศาสตร์ของจีนก็เพื่อให้มีจุดยืนเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนโครงการโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก ไม่ใช่เพื่อเศรษฐกิจที่ดี ด้วยเหตุนี้ การดำเนินการเหล่านี้จึงมักจะล้มเหลวในการสร้างรายได้ หากแต่เป็น “โครงการขี่ช้างจับตั๊กแตน” ที่ทำให้ประเทศเจ้าบ้านมีหนี้สินอย่างหนักหน่วง ยิ่งหนี้สินมากขึ้นเท่าใด รัฐบาลจีนก็ยิ่งมีอำนาจเจรจาต่อรองกรรมสิทธิ์ผูกขาดหรือการเข้าถึงที่ดิน ทรัพยากร ท่าเรือ และสนามบินมากขึ้นเท่านั้น

โครงการท่าเรือกรุงโคลัมโบ ประเทศศรีลังกา ได้รับเงินสนับสนุนมูลค่า 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 4.2 แสนล้านบาท) จากจีน ซึ่งปัจจุบันดำเนินการโดยบริษัทที่ควบคุมโดยสาธารณรัฐประชาชนจีน โดยญี่ปุ่นและอินเดียได้ร่วมมือกันพัฒนาภาคส่วนท่าเรือโคลัมโบคู่แข่ง ซึ่งศรีลังกาจะเป็นเจ้าของและควบคุมเอง และมีเงื่อนไขการกู้ยืมที่เอื้ออำนวยต่อประเทศเจ้าบ้านมากขึ้น เอเอฟพี/เก็ตตี้อิมเมจ

นอกจากนี้ รัฐวิสาหกิจของจีนยังกู้เงินจากธนาคารแห่งชาติจีนด้วยสกุลเหรินหมินปี้หรือหยวน เพื่อสร้างโครงการด้วยแรงงานและเทคโนโลยีของจีนในประเทศที่ตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ด้วยเงินกู้ในอัตราดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 4 ถึงร้อยละ 6 และหวังให้ประเทศเจ้าบ้านจ่ายเงินคืนเป็นดอลลาร์สหรัฐ โดยรัฐบาลจีนมักจะมองหาที่มั่นในต่างประเทศ (สัญญาเช่า 50 ถึง 99 ปี ที่มีสัดส่วนการถือหุ้นร้อยละ 75 ถึงร้อยละ 85) เพื่อปกป้องผลประโยชน์ สินทรัพย์ และประชาชนของจีนเอง รวมถึงการแผ่อำนาจในต่างประเทศ อย่างในกรณีของศรีลังกาและจิบูตี การครอบงำทางเศรษฐกิจของจีนส่งผลให้เกิดการสูญเสียอำนาจอธิปไตยเหนือสินทรัพย์ทางยุทธศาสตร์ของประเทศเจ้าบ้าน รวมถึงท่าเรือ สนามบิน และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ เช่น ยูดีจี บริษัทหนึ่งของจีน ควบคุมชายฝั่งกัมพูชาเกือบร้อยละ 20 ในสัญญาเช่า 99 ปี ทำให้นายกาเร็ธ อีแวนส์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของออสเตรเลีย กล่าวถึงกัมพูชาว่าเป็น “บริษัทในเครือของจีน” ตัวอย่างของปากีสถานและเคนยาแสดงให้เห็นว่า หนี้สินที่เพิ่มขึ้นมักบังคับให้ประเทศต่าง ๆ แสวงหาเงินช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศเพื่อชำระเงินกู้จากจีน ซึ่งสรุปได้ว่า พม่า เคนยา มัลดีฟส์ มาเลเซีย มอนเตเนโกร ศรีลังกา และประเทศอื่น ๆ แสดงความไม่พอใจกับข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งเป็นภาระให้กับประเทศของตนด้วยเงินกู้ดอกเบี้ยสูงสำหรับการซื้อผลิตภัณฑ์ บริการ และแรงงานของจีน แต่ก็ไม่ได้บรรเทาการว่างงาน การทุจริต หรือความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อม

นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่และการครอบงำทางเศรษฐกิจในประเทศเล็ก ๆ ของจีนยังจำกัดการเลือกนโยบายต่างประเทศของลูกหนี้ที่เกี่ยวข้องกับประเด็นต่าง ๆ เช่น ทะเลจีนใต้ ไต้หวัน ทิเบต ค่ายกักกันชาวอุยกูร์ในซินเจียง และการทำการค้าที่ไม่เป็นธรรม เช่น จากการกุมอำนาจทางเศรษฐกิจเหนือกัมพูชาและกรีซ รัฐบาลจีนได้เข้ามามีอำนาจยับยั้งอย่างมีประสิทธิผลเหนือปัญหาเรื่องข้อพิพาทในทะเลจีนใต้และจุดยืนของสหภาพยุโรปในประเด็นสิทธิมนุษยชนและการค้า โดยการครอบงำทางเศรษฐกิจในประเทศเล็ก ๆ ที่เพิ่มขึ้นของจีนส่งผลให้เกิดความอ่อนแอในการรวมกลุ่มและองค์กรในภูมิภาค ซึ่งรวมถึงสหภาพยุโรป สมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ หรือ อาเซียน และเวทีผู้นำหมู่เกาะแปซิฟิก การบีบบังคับทางเศรษฐกิจผ่านการควบคุมการเข้าถึงตลาดได้ทำลายความสัมพันธ์ทวิภาคีกับอินเดีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ และเกาหลีใต้ รวมถึงประเทศอื่น ๆ

นอกจากนี้ สิ่งที่เรียกว่ารูปแบบของจีนจะทำลายระบอบประชาธิปไตยที่เปราะบาง ส่งเสริมการใช้อำนาจและการทุจริต รวมถึงเทคโนโลยีการเฝ้าระวังที่บั่นทอนเสรีภาพอีกด้วย เงินกู้ที่ได้มา
ง่าย ๆ จากจีนเป็นสิ่งเสพติดแก่อภิชนทุจริตในระบบเศรษฐกิจที่เปราะบางและมีระบบการเมืองไม่สมบูรณ์ โดยความกังวลเกี่ยวกับการกุมอำนาจของจีนที่มีเหนือเศรษฐกิจท้องถิ่นมักจะสร้างแรงกดดันต่อการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของประเทศ เส้นทางเศรษฐกิจที่ขยายตัวของรัฐบาลจีนมักทำให้สถาบันประชาธิปไตยอ่อนแอ เอื้อประโยชน์ให้การเมืองที่บ่มเพาะผู้มีอิทธิพล แปรเปลี่ยนความสัมพันธ์ระหว่างพลเรือนกับทหาร และเพิ่มการทุจริต ยิ่งไปกว่านั้น ปัจจัยจากจีนกลายเป็นประเด็นที่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายในช่วงการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองหรือการเลือกตั้งทั่วไป ดังที่เห็นเมื่อเร็ว ๆ นี้ในพม่า อินโดนีเซีย มัลดีฟส์ มาเลเซีย ปากีสถาน เซียร์ราลีโอน ศรีลังกา และซิมบับเว

 

ซึ่งภาพลักษณ์เชิงลบของรัฐบาลจีนกำลังเพิ่มขึ้นควบคู่ไปกับการมีส่วนร่วมที่เพิ่มขึ้นของจีนในประเทศอื่น ๆ บทเรียนจากประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่า การพึ่งพาทางเศรษฐกิจก่อให้เกิดความสิ้นหวัง ในขณะที่ประเทศขนาดเล็กและอ่อนแอพยายามแสดงว่ามีบทบาทอำนาจที่ยิ่งใหญ่ต่อประเทศอื่น ๆ ประเทศเหล่านั้นมักตกเป็นเหยื่ออุบายและถูกแทรกแซงกิจการภายในจากอำนาจภายนอกประเทศ สิ่งที่จีนกระทำในเอเชียและแอฟริกากำลังตอกย้ำสิ่งที่มหาอำนาจยุโรปเคยกระทำต่อจีนและประเทศอื่น ๆ ในช่วงเวลาของความอ่อนแอครั้งศตวรรษที่ 18 และ 19 โดยแผนหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของนายสีดูเหมือนจะเปลี่ยนชื่อให้ดูดีที่สุดได้เป็น “หนึ่งฐานทัพหนึ่งเส้นทาง” และแย่ที่สุดเป็น “หนึ่งหนี้หนึ่งเส้นทาง” ผลที่ได้คือการกลับมาของลัทธิพาณิชยนิยม การกีดกันการค้า สงครามการค้า และการแข่งขันสร้างฐานทัพที่มีลักษณะคล้ายกับสงครามเย็น เพื่อให้ได้หรือเข้าถึงฐานกระจายกำลังพลจากมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกไปจนถึงมหาสมุทรอินเดียตะวันตก

ยุทธศาสตร์การโต้กลับ

แม้ว่ารัฐบาลจีนจะอ้างว่ากำลังสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการเชื่อมต่อเพื่อส่งเสริม “ชุมชนแห่งโชคชะตาร่วมกัน” เพื่อการเจริญเติบโตและความเจริญรุ่งเรือง แต่ขณะนี้กลับเผชิญกับการโต้กลับสำคัญไม่เพียงจากอำนาจขนาดเล็กและขนาดกลางตามเส้นทางของแผนหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางที่ตั้งใจไว้เท่านั้น แต่ยังมาจากสหภาพยุโรป อินเดีย ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ อีกด้วย โดยหลายประเทศที่เข้าร่วมเวทีประชุมหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางครั้งแรกใน พ.ศ. 2560 เลือกที่จะไม่เข้าร่วมเวทีประชุมดังกล่าวครั้งที่สองใน พ.ศ. 2562 ประเทศเหล่านี้รวมถึงอาร์เจนตินา ฟิจิ โปแลนด์ มัลดีฟส์ สเปน ศรีลังกา ตุรกี และสหรัฐอเมริกา

เพื่อเป็นการตอบสนองต่อการวิพากษ์วิจารณ์แผนหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางที่เพิ่มมากขึ้น รัฐบาลจีนให้คำมั่นในการแก้ไขแนวทางที่เวทีประชุมครั้งที่สองซึ่งจัดขึ้นในเดือนเมษายน พ.ศ. 2562 โดยส่งเสริมการลงทุนที่ปราศจากการทุจริต ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และกิจการที่โปร่งใส การต่อต้านโครงการแห่งศตวรรษของนายสีไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในประเทศตะวันตกหรือประเทศคู่แข่งในเอเชียของจีนเท่านั้น แต่ยังแพร่กระจายไปยังประเทศต่าง ๆ เช่น พม่า มัลดีฟส์ มาเลเซีย เนปาล ปากีสถาน ศรีลังกา และไทย

ผู้กังขา เช่น นายหวัง จวิน อดีตผู้อำนวยการฝ่ายข้อมูลของศูนย์แลกเปลี่ยนทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศของจีน ให้เหตุผลว่า รัฐบาลจีนจะเพียง “ปรับเปลี่ยนชั้นเชิง ไม่ได้ปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์” ฉะนั้น สหภาพยุโรป อินเดีย ญี่ปุ่น สหรัฐฯ และประเทศอื่น ๆ ควรร่วมกันยืนหยัดสนับสนุนเฉพาะโครงการเชื่อมต่อแผนหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางที่ปฏิบัติตามกฎต่อไปนี้

  • ยึดมั่นในบูรณภาพของดินแดนและอธิปไตย
  • ให้เงินสนับสนุนจากสถาบันการเงินพหุภาคี เช่น ธนาคารเพื่อการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานแห่งเอเชีย ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย ซึ่งไม่ใช่เฉพาะจากธนาคารในจีน รวมทั้งปฏิบัติตามมาตรฐานและบรรทัดฐานการให้สินเชื่อสากล
  • ส่งเสริมธรรมาภิบาลที่ดีและลดการทุจริต
  • สร้างการจ้างงานด้วยการใช้แรงงานท้องถิ่น ไม่ใช่แรงงานจีน
  • เชิญชวนการประมูลแข่งขันราคาจากทุกฝ่าย ไม่ใช่เฉพาะรัฐวิสาหกิจจีน ด้วยวิธีที่โปร่งใส
  • เสนอความยั่งยืนทางการคลังและความอยู่รอดเชิงพาณิชย์
  • ห้ามสร้างภาระหนี้สินที่ไม่ยั่งยืนจนนำไปสู่กับดักเชิงยุทธศา สตร์ (ผ่านสัญญาเช่าระยะยาว) หรือจำกัดทางเลือกนโยบายต่างประเทศ
  • อนุญาตให้มีการระงับข้อพิพาทในศาลสากล ไม่ใช่เฉพาะ ศาลจีน
  • ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

นโยบายลัทธิพาณิชยนิยม ข้อพิพาทเกี่ยวกับดินแดนและข้อพิพาททางทะเลที่ยังไม่ได้ข้อยุติ และความไม่ไว้วางใจเชิงยุทธศาสตร์ของจีน ปรากฏต่อออสเตรเลีย สหภาพยุโรป อินเดีย ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ ด้วยโอกาสเชิงยุทธศาสตร์

ซึ่งหลายประเทศกำลังเสนอทางเลือกที่ดีกว่าแผนหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีน โครงการของหลายประเทศช่วยให้มีการพัฒนาที่มั่นคงโดยไม่มีกับดักหนี้ทางการเงินและการเมือง เช่น ระเบียงการเติบโตระหว่างเอเชียและแอฟริกาของญี่ปุ่น ความมั่นคงและการเติบโตของทุกประเทศในภูมิภาคของอินเดีย ศูนย์กลางทางทะเลทั่วโลกของอินโดนีเซีย แผนการเชื่อมต่อที่ยั่งยืนระหว่างยุโรปและเอเชียของสหภาพยุโรป และยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้างของสหรัฐฯ

ความพยายามของรัฐบาลจีนในการเข้ายึดครองขีดความสามารถในการควบคุมทางทะเล และการปฏิวัติทางทะเลได้กระตุ้นให้ประเทศมหาอำนาจชั้นนำทางทะเล รวมถึงออสเตรเลีย อินเดีย ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา ร่วมมือกันในแนวทางที่ไม่เคยมีมาก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าทะเลจีนใต้และมหาสมุทรอินเดียตอนเหนือจะไม่ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของจีน

อนาคตทางทะเล

สายใยที่ซับซ้อนของความสัมพันธ์ด้านความมั่นคงเริ่มปรากฏในอินโดแปซิฟิก อนาคตของความร่วมมือด้านความมั่นคงในภูมิภาคมีแนวโน้มอยู่ในรูปแบบไตรภาคีหรือสามเหลี่ยม จตุภาคี และพหุภาคี เมื่อเวลาผ่านไป ประเทศไตรภาคีต่าง ๆ (เช่น ญี่ปุ่น-เวียดนาม-ฟิลิปปินส์, สหรัฐอเมริกา-ญี่ปุ่น-อินเดีย, ออสเตรเลีย-อินโดนีเซีย-อินเดีย, อินเดีย-ญี่ปุ่น-เวียดนาม, ฝรั่งเศส-ออสเตรเลีย-อินเดีย) และความพยายามพหุภาคีอย่างไม่เป็นทางการเพื่อจำกัดการขยายตัวทางทะเลของจีน อาจรวมตัวกันเป็นพันธมิตรทางทะเลหรือพันธมิตรทางทะเลแห่งอินโดแปซิฟิกได้ หากรัฐบาลจีนยังคงดำเนินกิจกรรมที่ผิดกฎหมายในทะเลจีนใต้ต่อไป อาจจำเป็นต้องมีหน่วยปฏิบัติการข้ามชาติเพื่อคงให้ทะเลจีนใต้เปิดกว้างและเสรี และที่สำคัญกว่านั้นคือการทำลายความคิดของรัฐบาลจีนที่ว่า “ทะเลจีนใต้เป็นของจีนเท่านั้น”

ตัวอย่างของแนวร่วมดังกล่าวกำลังเกิดขึ้นแล้ว โดยออสเตรเลีย อินเดีย ญี่ปุ่น และสหรัฐฯ กำลังประสานงานด้านกลยุทธ์และยุทธศาสตร์เพื่อเสนอวิสัยทัศน์ทางเลือกเกี่ยวกับการเงินเพื่อการพัฒนา โดยให้แน่ใจว่าปลายศตวรรษแห่งความอัปยศของจีนจะไม่นำพาไปสู่ศตวรรษแห่งความอัปยศของประเทศยากจนที่กำลังพัฒนา ซึ่งได้รับการชี้นำด้วยการทุจริตและระบอบการปกครองที่น่ารังเกียจ ผลที่ตามมาก็คือ วิสัยทัศน์ของแผนหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางที่เน้นเรื่องอำนาจและลำดับชั้นของจีน ขัดกับวิสัยทัศน์ทางกฎหมายและกฎเกณฑ์ของอินโดแปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง

หวังอย่างยิ่งว่า ประเทศอื่น ๆ รวมถึงนิวซีแลนด์และแคนาดา จะเข้าร่วมความพยายามเหล่านี้ต่อไปเพื่อช่วยรักษาความร่วมมือไตรภาคี จตุภาคี และพหุภาคีในระดับภูมิภาค ซึ่งจำเป็นต่อระเบียบที่เคารพกฎเกณฑ์และรักษาสภาพแวดล้อมการแข่งขันที่เป็นธรรมมากขึ้นสำหรับทุกประเทศ ทั้งใหญ่และเล็ก


ตัวเลือก ที่ดีกว่า แผนหนึ่งแถบหนึ่ง เส้นทางของจีน

ออสเตรเลีย: การขยายพันธมิตรด้านความมั่นคง

ออสเตรเลียแสดงความกังวลเรื่องที่สาธารณรัฐประชาชนจีน “วางกับดักหนี้ต่อประเทศเล็ก ๆ ในมหาสมุทรแปซิฟิกด้วยโครงการ “ขี่ช้างจับตั๊กแตน” รัฐบาลออสเตรเลียดำเนินขั้นตอนเพื่อให้ได้สิทธิ์เหนือรัฐบาลจีนในการสร้างสายเคเบิลใยแก้วนำแสงจากหมู่เกาะโซโลมอนไปยังปาปัวนิวกินีและออสเตรเลีย อีกทั้งยังสร้างฐานทัพเรือในปาปัวนิวกินี วานูอาตู และที่ค่ายแบล็กร็อกในฟิจิ ออสเตรเลียได้เพิ่มความช่วยเหลือและการมีส่วนร่วมทางการทูตกับประเทศในหมู่เกาะดังกล่าว โดยจัดสรรเงินกู้โครงสร้างพื้นฐานและเงินทุนสนับสนุนจำนวน 2.18 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 6.5 หมื่นล้านบาท) โดยออสเตรเลียและสหรัฐฯ กำลังร่วมกันสร้างฐานทัพเรือมานัสในปาปัวนิวกินี ความร่วมมือทางทะเล (ผ่านการซ้อมรบและลาดตระเวนร่วมทางเรือ) กับฝรั่งเศส อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ฟิลิปปินส์ สหราชอาณาจักร และเวียดนาม ก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน

หญิงชาวปาปัวนิวกินีสวมกอดนายสก็อตต์ มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ในพิธีเปิดอาคารหลังใหม่ที่มหาวิทยาลัยปาปัวนิวกินี โดยประเทศดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากออสเตรเลีย หลังจากเวทีประชุมความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิกในเมืองพอร์ตมอร์สบี ประเทศปาปัวนิวกินี ในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2561 รอยเตอร์

สหภาพยุโรป: ต่อต้านการเชื่อมโยงของจีน

การขยายตัวทางทะเลและความพยายามที่จะสร้างอาณาจักรของ “เศรษฐกิจที่ล้อมรอบด้วยเอกสิทธิ์” ของจีนกำลังนำอดีตกองทัพเรือแห่งจักรวรรดิยุโรปอย่างฝรั่งเศสและอังกฤษกลับสู่เอเชีย เพื่อปกป้องกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในครั้งนี้ ด้วยการสนับสนุนจากอดีตอาณานิคมของประเทศเหล่านั้น (ออสเตรเลีย อินเดีย มาเลเซีย และเวียดนาม) ใน พ.ศ. 2561 เอกอัครราชทูตสหภาพยุโรปจำนวน 27 จาก 28 รายในกรุงปักกิ่ง ยกเว้นจากฮังการี ได้ประณามว่า แผนหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางไม่สอดคล้องกับ “มาตรฐานสากลเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมหรือแรงงาน” ขัดขวางการค้าเสรีและไม่เป็นธรรม รวมทั้งสร้างความได้เปรียบที่ไม่เป็นธรรมให้แก่รัฐวิสาหกิจของจีน สหภาพยุโรปเห็นว่ารัฐบาลจีนกำลังดำเนินการยุทธศาสตร์ “แบ่งแยกและครอบงำ” ดังที่เห็นได้จากสหภาพ 16+1 ซึ่งนำโดยจีน (การประชุมสุดยอดระหว่างสาธารณรัฐประชาชนจีนกับประเทศในยุโรปกลางและยุโรปตะวันออก เช่น สาธารณรัฐเช็ก ฮังการี และเซอร์เบีย) ซึ่งทำให้ความแน่นแฟ้นของสหภาพยุโรปและความเป็นเอกภาพในภูมิภาคอ่อนแอลง รัฐบาลจีนประสบความสำเร็จในการล่อลวงประเทศขนาดเล็กในยุโรปใต้และยุโรปกลาง (เช่น ออสเตรีย กรีซ ฮังการี อิตาลี โปรตุเกส และเซอร์เบีย) เข้าสู่วงโคจรของแผนหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ซึ่งกระตุ้นให้สหภาพยุโรปเรียกร้องการยืนหยัดต่อต้านจีนมากยิ่งขึ้น เพื่อรับมือกับความกังวลที่มาพร้อมกับการค้า เทคโนโลยี และกลยุทธ์ทางภูมิศาสตร์ ในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2562 เป็นครั้งแรกที่สหภาพยุโรปตราหน้าจีนว่าเป็น “คู่แข่งทางเศรษฐกิจ” และ “ศัตรูตัวยงที่ส่งเสริมรูปแบบการปกครองทางเลือก” โดยสหภาพยุโรปได้เสนอแผนการเชื่อมโยงที่ยั่งยืนระหว่างยุโรปกับเอเชียมูลค่า 3 แสนล้านยูโร (ประมาณ 10 ล้านล้านบาท) ตั้งแต่ พ.ศ. 2564 ถึง พ.ศ. 2570 สำหรับนักลงทุนเพื่อโครงการโครงสร้างพื้นฐาน

อินเดีย:ทำอย่างตะวันออก มองอย่างตะวันตก นำมาซึ่ง แผนการเติบโตที่มั่นคง

อินเดียศัตรูเก่าแก่ในเอเชียของจีน เป็นประเทศใหญ่เพียงประเทศเดียวที่คว่ำบาตรเวทีประชุมแผนหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีนเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2560 และอีกครั้งเมื่อเดือนเมษายน พ.ศ. 2562 โดยรัฐบาลอินเดียเบาใจที่ความกังวลเริ่มแรกของอินเดียหลายประการเกี่ยวกับความอยู่รอดและความยั่งยืนของโครงการหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางไม่เพียงได้รับการพิสูจน์ แต่ยังเกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากประเทศอื่น ๆ อีกด้วย ซึ่งหลายประเทศ เช่น พม่า มาเลเซีย มัลดีฟส์ ปากีสถาน เซียร์ราลีโอน ศรีลังกา และไทย ได้ยกเลิกหรือต่อรองสัญญาใหม่กับบริษัทจีนในช่วงสองสามปีที่ผ่านมา เนื่องจากรัฐบาลจีนปฏิเสธที่จะตอบข้อกังวลของอินเดียเกี่ยวกับระเบียงเศรษฐกิจระหว่างจีนกับปากีสถาน ซึ่งผ่านดินแดนที่มีข้อพิพาทอย่างแคชเมียร์ และถูกมองว่าเป็นบ่อนทำลายอำนาจอธิปไตยและบูรณภาพเหนือดินแดนของอินเดีย รัฐบาลอินเดียจึงยังคงยืนหยัดต่อต้านระเบียงเศรษฐกิจระหว่างจีนกับปากีสถาน อย่างไรก็ตาม อินเดียสนับสนุนระเบียงเศรษฐกิจระหว่างตะวันออกกับตะวันตกที่เชื่อมต่ออินเดียกับพม่าและไทย (ผ่านทางหลวงสายอินเดีย-เมียนมาร์-ไทย โครงการขนส่งมวลชนต่อเนื่องหลายรูปแบบคาลาดาน และท่าเรือในบังกลาเทศและพม่า) ในด้านตะวันตก อินเดียสร้างระเบียงการค้าและการขนส่ง (ทางรถไฟและท่าเรือ) กับอัฟกานิสถานผ่านทางชาบาฮาร์ในอิหร่าน มีรายงานว่า อินเดียได้ทุ่มทุนให้สินเชื่อและเงินช่วยเหลือจำนวน 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐถึง 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 7.5 ล้านล้านบาทถึง 9 ล้านล้านบาท) แก่ประเทศเพื่อนบ้านที่ไกลออกไปในแอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมอบวิสัยทัศน์ทางเลือกให้เครือข่ายท่าเรือริมทะเลของจีนด้วยโครงการความมั่นคงและการเจริญเติบโตสำหรับทุกภูมิภาค โดยประกาศว่า “ความรับผิดชอบต่อสันติภาพ ความเจริญรุ่งเรือง และความมั่นคงเป็นความรับผิดชอบของผู้ที่อาศัยอยู่ในมหาสมุทรอินเดีย” นี่ไม่ได้เป็นเพียงการโต้กลับสำนวน “เอเชียเพื่อชาวเอเชีย” ของนายสี แต่ยังเป็นความพยายามที่จะรื้อฟื้นเส้นทางการค้าโบราณของอินเดียและการเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมทั่วทั้งภูมิภาคมหาสมุทรอินเดียอีกด้วย ส่วนด้านการทหาร เครือข่ายทางทะเลของรัฐบาลจีนได้กระตุ้นให้กองทัพเรืออินเดียเปิดเผยยุทธศาสตร์สามง่าม ได้แก่ การเสริมกำลังการป้องกันในมหาสมุทรอินเดียโดยได้รับสิทธิพิเศษในการเข้าถึงฐานในอินโดนีเซีย อิหร่าน มาดากัสการ์ มอริเชียส โอมาน เรอูนียง และเซเชลส์ การดำเนินการฝึกซ้อมร่วมทางเรือในทะเลตะวันออกและใต้ของจีน และการเริ่มการขยายกำลังของกองทัพเรือด้วยความทะเยอทะยาน (จากเรือประเภท 138 ไปจนถึง 212 ที่มีเรือบรรทุกเครื่องบิน 3 ลำและเรือดำน้ำโจมตี 24 ลำภายใน พ.ศ. 2573) ในขณะที่กองทัพเรือกองทัพปลดปล่อยประชาชนของจีนแล่นลงใต้ไปยังมหาสมุทรอินเดีย กองทัพเรือของอินเดียก็กำลังมุ่งไปทางตะวันออกสู่มหาสมุทรแปซิฟิกมากขึ้น เมื่อต้องเผชิญการแสดงตนที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ของรัฐบาลจีนรอบอินเดีย อินเดียกำลังเอนเอียงไปทางสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และประเทศอื่นที่มีความคิดคล้ายกันด้วยท่าทีเป็นกลางโดยไม่มีการยั่วยุต่อจีน

นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ต้อนรับนางอองซาน ซูจี ผู้นำพม่า ก่อนการประชุมผู้นำกรอบความร่วมมือลุ่มน้ำโขงกับญี่ปุ่นที่กรุงโตเกียว เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2561 ซึ่งนายอาเบะและนางซูจี รวมถึงผู้นำอีกสี่คนของประเทศลุ่มแม่น้ำโขง ได้ตกลงร่วมมือกันในด้านการเชื่อมโยงและโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพในภูมิภาค รอยเตอร์

อินโดนีเซีย: การเป็นศูนย์กลางทางทะเลระดับโลก

คำวิจารณ์ของนายมาฮาดีร์ โมฮามัด ผู้นำมาเลเซียที่ว่า แผนหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีนเป็น “ลัทธิจักรวรรดินิยมแบบใหม่” ควบคู่ไปกับข้อพิพาททางทะเลที่ยังไม่ได้ข้อยุติในทะเลจีนใต้ จนเกิดการตักเตือนทางทะเลในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แม้ว่านายโจโก วิโดโด ผู้นำอินโดนีเซีย ได้พยายามลดโครงการที่ได้รับทุนสนับสนุนจากจีนในการเลือกตั้งเมื่อเร็ว ๆ นี้ แต่เขาจะยังคงยืนหยัดในการดึงดูดเงินทุนจีนเพื่อการพัฒนาต่อไป ในขณะเดียวกันก็เสริมการป้องกันรอบหมู่เกาะนาตูนาเพื่อต่อต้านการรุกรานและการประมงผิดกฎหมายของจีนไปด้วย โดยรัฐบาลอินโดนีเซียได้เสนอแผนการที่จะทำให้อินโดนีเซียเป็น “ศูนย์กลางทางทะเลของโลก” เนื่องด้วยที่ตั้งของประเทศซึ่งเป็นหัวใจหลักของรัฐอินโดแปซิฟิกอย่างแท้จริง ในขณะที่จีนยังคงขยายกิจการทางทะเลในมหาสมุทรอินเดียตะวันออก ไตรภาคีทางทะเลระหว่างอินโดนีเซีย ออสเตรเลีย และอินเดีย ที่ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ. 2557 หลังจากการซ้อมรบทางทะเลครั้งแรกของกองทัพเรือกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนในช่องแคบซุนดา อาจมีบทบาทมากขึ้นในฐานะกลุ่มเคลื่อนไหว โดยความกังวลเกี่ยวกับการขยายตัวของกองทัพเรือกองทัพปลดปล่อยประชาชนจีนได้ผลักดันให้รัฐบาลอินโดนีเซียและรัฐบาลอินเดียร่วมมือกับโครงการพัฒนาท่าเรือซาบังแล้ว

ญี่ปุ่น: การขยายความร่วมมือและระเบียงการเติบโตระหว่างเอเชียและแอฟริกา

แม้จะมีการโฆษณาเกินจริงเกี่ยวกับการลงทุนในต่างประเทศของจีน แต่ญี่ปุ่นก็ยังคงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเป็นเจ้าหนี้สากลที่ใหญ่กว่า ในการโต้กลับแผนหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางของจีน ญี่ปุ่นได้ประกาศขยายความร่วมมือมูลค่า 2.1 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 63 ล้านล้านบาท) สำหรับโครงสร้างพื้นฐานที่มีคุณภาพและมีอัตราดอกเบี้ยต่ำมาก (ร้อยละ 1 ถึงร้อยละ 2 เมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยของจีนที่ร้อยละ 4 ถึงร้อยละ 6) โดยเป็นการให้เงินสนับสนุนผ่านธนาคารพัฒนาเอเชีย ญี่ปุ่นกำลังเพิ่มการช่วยเหลือและการลงทุนในการสร้างระเบียงเศรษฐกิจแนวตะวันออกถึงตะวันตก นั่นคือ จากเวียดนามถึงพม่า เพื่อแข่งขันกับทางรถไฟสายสายเหนือถึงใต้ของจีนซึ่งทอดไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ หน่วยงานความร่วมมือระหว่างประเทศของญี่ปุ่นกำลังให้เงินสนับสนุนที่สำคัญแก่ท่าเรือในบังกลาเทศ พม่า จิบูตี เคนยา อินเดีย มาดากัสการ์ โมซัมบิก และโอมาน ญี่ปุ่นตั้งฐานทัพแรกในต่างประเทศหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ในจิบูตี ซึ่งเนิ่นนานก่อนที่รัฐบาลจีนจะเริ่มกำหนดการแสดงตนในทะเลแดง นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นได้เปิดตัวระเบียงเศรษฐกิจระหว่างเอเชียกับแอฟริกา รวมถึงการเป็นพันธมิตรทางการค้าขั้นสูงกับอินเดีย อีกทั้งยังเพิ่มความร่วมมือทางทะเลกับออสเตรเลีย อินเดีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ศรีลังกา และเวียดนาม รวมถึงสหรัฐอเมริกา โดยญี่ปุ่นได้เสนอเรือลาดตระเวนมูลค่า 338 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.02 พันล้านบาท) ให้เวียดนาม 6 ลำ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแพ็กเกจความช่วยเหลือมูลค่า 1 พันล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 3 แสนล้านบาท) ของญี่ปุ่น เพื่อสนับสนุน “ความสามารถในการบังคับใช้กฎหมายทางทะเลของเวียดนาม” และให้ความช่วยเหลือโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่มูลค่า 8.66 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.5 ล้านล้านบาท) แก่ฟิลิปปินส์ในระยะ 5 ปีข้างหน้า สำหรับพื้นที่ชายฝั่งที่ยังไม่ได้พัฒนาของอินโดนีเซียนั้น นายชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ให้หลักประกันมูลค่า 640 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.9 หมื่นล้านบาท) นอกจากนี้ รัฐบาลญี่ปุ่นและรัฐบาลอินโดนีเซียได้ตกลงจัดตั้งเวทีประชุมความมั่นคงทางทะเลและการเจรจา 2+2 (รัฐมนตรีต่างประเทศและรัฐมนตรีกลาโหม)

สหรัฐอเมริกา: การพัฒนาอินโดแปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง

ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ แสดงให้เห็นว่าจีนเป็นรัฐต่อต้านที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเศรษฐศาสตร์กำจัดคู่แข่ง โดยมีเจ้าหน้าที่ระดับสูงของตนออกมาเตือนประเทศต่าง ๆ ให้ระวัง “อำนาจของจักรวรรดิใหม่ที่เสนอผลกำไรระยะสั้น แต่เป็นภาระระยะยาว … ซึ่งทำให้นึกถึงลัทธิอาณานิคมยุโรป” กลยุทธ์ระดับภูมิภาคของสหรัฐอเมริกาได้เปลี่ยนจากการเป็นแกนสำคัญหรือการปรับสมดุล เป็นยุทธศาสตร์อินโดแปซิฟิกที่เสรีและเปิดกว้าง หลักการถ้อยทีถ้อยอาศัยและความเท่าเทียมกัน ไม่ใช่เพื่อผลกำไรของบริษัทข้ามชาติ ถือเป็นสิ่งที่สนับสนุนนโยบายระหว่างสหรัฐอเมริกากับจีน ในขณะที่โลกเปิดให้จีนทำธุรกิจ แต่จีนกลับยังปิดตนเองจากโลกภายนอกต่อไป โดยรัฐบาลจีนไม่อนุญาตให้มีการลงทุนหรือมีส่วนร่วมจากต่างประเทศในอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ และโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่รัฐวิสาหกิจต่าง ๆ แสวงหาในประเทศอื่น ๆ

ภายใต้โครงการโครงสร้างพื้นฐานระหว่างสหรัฐฯ ญี่ปุ่น ออสเตรเลียและกฎหมายการใช้ประโยชน์การลงทุนที่ดีขึ้นเพื่อการพัฒนา พ.ศ. 2561 สหรัฐอเมริกาได้จัดตั้งสถาบันการเงินระหว่างประเทศมูลค่า 6 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 1.8 ล้านล้านบาท) เพื่อปรับปรุงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานร่วม ซึ่งวิสัยทัศน์ทางเศรษฐกิจอินโดแปซิฟิกที่ระบุไว้กับญี่ปุ่นและออสเตรเลียนั้น มีจุดประสงค์เพื่อตรวจสอบจีนจากการใช้ประโยชน์จากเศรษฐกิจที่มีอยู่เพื่อเป็นบ่อนทำลายประเทศประชาธิปไตย โดยพระราชบัญญัติการสร้างความเชื่อมั่นอีกครั้งในเอเชียของนายโดนัลด์
ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ยืนยันถึงความเป็นพันธมิตรเก่าแก่กับออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และฟิลิปปินส์ ในขณะเดียวกันก็เรียกร้องให้มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นกับอินเดียและไต้หวัน ขณะที่การแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กับรัฐบาลจีนทวีความรุนแรงขึ้น รัฐบาลสหรัฐฯ ได้เบนความสนใจไปยังประเทศเกาะขนาดเล็กในพื้นที่หมู่เกาะแปซิฟิก โดยเปิดตัวโครงการรักษาความปลอดภัยทางทะเลแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และวางแผนที่จะสร้างกองทัพเรือด้วยเรือรูปแบบ 355 เพื่อรักษาสมดุลอำนาจที่แข็งแกร่งเอาไว้ สงครามการค้า ภาษี และเทคโนโลยี จุดสนใจเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรงของจีนในซินเจียงและที่อื่น ๆ การโจรกรรมทรัพย์สินทางปัญญา และการจารกรรมไซเบอร์ ล้วนพยายามรักษาแรงกดดันสูงสุดในหลาย ๆ จุดต่อจีนเพื่อเปลี่ยนพฤติกรรมและลดความทะเยอทะยานของจีน

หุ้น