ทวีความตึงเครียด

ทวีความตึงเครียด

 จับตาดูพฤติกรรมของจีนในทะเลจีนใต้

เจ้าหน้าที่ ฟอรัม

บทวิเคราะห์ส่วนใหญ่นอกเหนือจากของจีนเองเป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า ท่าทีของจีนในทะเลจีนใต้กำลังเพิ่มความตึงเครียดจนถึงขีดสุดในน่านน้ำที่กำลังมีกรณีพิพาท และไม่มีสัญญาณบ่งชี้ว่าความตึงเครียดดังกล่าวจะผ่อนคลายลงในเร็ววันนี้

อันที่จริงแล้ว ภาพถ่ายจากดาวเทียมเพื่อการพาณิชย์ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2558 ซึ่งเผยให้เห็นทางวิ่งเครื่องบินความยาว 3,000 เมตรที่จีนสร้างขึ้นบนเกาะแห่งหนึ่งในหมู่เกาะสแปรตลี ยิ่งเพิ่มความวิตกกังวลแก่บรรดาประเทศที่อ้างสิทธิในทะเลจีนใต้และผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงระหว่างประเทศ

นางหัว ชุนหยิง โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนยืนยันว่า โครงการถมดินเพื่อสร้างพื้นที่ของจีนบนพื้นที่บางแห่งและแนวหินโสโครกในทะเลจีนใต้นั้นเสร็จสิ้นแล้ว แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าเป็นพื้นที่ใดบ้าง

“จุดประสงค์หลักของการก่อสร้างคือการให้บริการต่าง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของพลเรือน และส่งเสริมความพยายามของจีนในการค้นหาและกู้ภัยทางทะเล การป้องกันและบรรเทาภัยพิบัติ การวิจัยทางทะเล การติดตามสภาวะอากาศ การรักษาสิ่งแวดล้อม การรักษาความปลอดภัยในการเดินเรือ การส่งเสริมการทำประมงและกิจกรรมอื่นๆ ตามความรับผิดชอบและพันธะหน้าที่สากลของเรา” นางหัวกล่าวตามรายงานของรอยเตอร์

โครงการเพื่อความโปร่งใสในการเดินทะเลในเอเชียแห่งศูนย์ยุทธศาสตร์และนานาชาติศึกษาระบุว่า นอกจากการก่อสร้างทางวิ่งเครื่องบินบนแนวปะการังเฟียรี ครอส แล้ว ภาพถ่ายจากดาวเทียมยังแสดงให้เห็นภาพทหารจีนขณะเดินรอบเกาะ และเรือของกองทัพเรือที่จอดอยู่ในท่าเรือน้ำลึกที่เพิ่งสร้างขึ้นใหม่ โครงการดังกล่าวยังรายงานว่า ภาพแนวปะการังจอห์นสัน เซาท์ เผยให้เห็นสิ่งปลูกสร้างทางทหารตั้งอยู่ใกล้ใจกลางของเกาะ และแวดล้อมไปด้วยป้อมรักษาการณ์และตรวจการณ์รวมทั้งสิ้นหกป้อมที่กำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง รวมทั้งสิ่งก่อสร้างที่อาจเป็นป้อมปืน นอกจากนี้ภาพถ่ายจากดาวเทียมบริเวณแนวปะการังซูบีและแนวปะการังมิสชีฟยังบ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นั่นคือทางเข้าด้านทิศใต้ถูกขยายออก ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่าจีนกำลังเตรียมการก่อสร้างฐานทัพเรือ

ทหารชาวฟิลิปปินส์กำลังลาดตระเวนเกาะปักอาซาเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2558 เกาะนี้เป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะสแปรตลีในทะเลจีนใต้ ดิแอสโซซิเอทเต็ด เพรส

ทหารชาวฟิลิปปินส์กำลังลาดตระเวนเกาะปักอาซาเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2558 เกาะนี้เป็นส่วนหนึ่งของหมู่เกาะสแปรตลีในทะเลจีนใต้ ดิแอสโซซิเอทเต็ด เพรส

“จีนกำลังแสดงให้เห็นว่าในฐานะประเทศมหาอำนาจ จีนสามารถควบคุมแรงผลักดันตามที่ตนพอใจ และทำอะไรก็ได้ที่เห็นว่าเหมาะสมเพื่อประโยชน์ของตนเอง” นายหวงจิง ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายต่างประเทศของจีนประจำสถาบันนโยบายสาธารณะลีกวนยู ในประเทศสิงคโปร์ กล่าวกับหนังสือพิมพ์ เดอะวอลล์สตรีท เจอร์นัล ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2558

แม้ว่าจีนจะถูกวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดจากการกระทำในทะเลจีนใต้ แต่จีนก็ไม่ใช่ผู้อ้างสิทธิเพียงรายเดียวที่ทำให้เกิดความวุ่นวาย เพราะทั้งบรูไน มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไต้หวันและเวียดนามต่างก็มีข้อพิพาทเกี่ยวกับพื้นที่บางส่วนในทะเลจีนใต้กับจีน

 

บทวิเคราะห์ทางยุทธวิธี

ดร.คริสโตเฟอร์ ยัง และนายแพทริก แมกนัลตี อดีตนักวิจัยแห่งมหาวิทยาลัยป้องกันประเทศในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ใช้เวลาหนึ่งปีในการตรวจสอบยุทธวิธีของทุกประเทศที่อ้างสิทธิในทะเลจีนใต้ งานวิจัยของทั้งคู่เน้นที่กิจกรรมของประเทศเหล่านี้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2538 ถึง 2556 ซึ่งสามารถหาข้อมูลได้จากอินเทอร์เน็ต

ต่อไปนี้คือบทสรุปที่ได้จากงานวิจัยดังกล่าว:

  • จีนกระทำการต่าง ๆ มากกว่า 500 กิจกรรมตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ทำการตรวจสอบ
  • ฟิลิปปินส์กระทำการมากกว่า 300 กิจกรรมเล็กน้อย
  • เวียดนามและไต้หวันประเทศละประมาณ 150 กิจกรรม
  • มาเลเซียกระทำการต่าง ๆ มากกว่า 50 กิจกรรม ส่วนบรูไนทำน้อยที่สุดคือไม่ถึง 20 กิจกรรม
  • ดร.ยังและนายแมกนัลตีกล่าวว่า จีนโต้แย้งว่านโยบายปรับดุลภาพเพื่อมุ่งเน้นภูมิภาคอินโดเอเชียเอเชียของสหรัฐฯ กระตุ้นให้คู่แข่งของจีนกระทำการ “อันเป็นการยั่วยุ” ในภูมิภาคและทำให้จีนต้องตอบโต้

ในระหว่างการให้สัมภาษณ์กับ ฟอรัม ดร.ยังซึ่งปัจจุบันเป็นนักวิเคราะห์อิสระด้านการเมืองและการทหารยอมรับว่า เมื่อพิจารณาจากปัจจัยจำเพาะในงานวิจัยของทั้งคู่ จำนวนกิจกรรมที่แต่ละประเทศทำจริง ๆ น่าจะสูงกว่าที่ตนและนายแมกนัลตีรวบรวมไว้มาก (และจีนก็น่าจะยังทิ้งประเทศอื่นแบบไม่เห็นฝุ่น) เมื่อนำผลการวิจัยให้จีนดู จีนเองก็แปลกใจเพราะคิดว่าตัวเลขน่าจะสูงกว่านี้ เมื่อดร.ยังมีโอกาสพูดคุยกับเวียดนามเกี่ยวกับผลการวิจัย เวียดนามกล่าวกับดร.ยังว่าตนทำกิจกรรมที่ “ไม่จำเป็นต้องประชาสัมพันธ์ให้ใครรู้”

เรือลาดตระเวนของหน่วยยามฝั่งไต้หวันเข้าร่วมการฝึกซ้อมใกล้กับท่าเรือเกาสงในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2558 หน่วยยามฝั่งของไต้หวันได้เสริมสร้างความแข็งแกร่งในการป้องกันประเทศท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการขยายอิทธิพลของจีนในทะเลจีนใต้ รอยเตอร์

เรือลาดตระเวนของหน่วยยามฝั่งไต้หวันเข้าร่วมการฝึกซ้อมใกล้กับท่าเรือเกาสงในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2558 หน่วยยามฝั่งของไต้หวันได้เสริมสร้างความแข็งแกร่งในการป้องกันประเทศท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับการขยายอิทธิพลของจีนในทะเลจีนใต้ รอยเตอร์

อย่างไรก็ตาม จีนก็ยังคงครองพื้นที่ข่าวและเป็นหัวข้อหลักทุกครั้งที่มีการพูดถึงทะเลจีนใต้

“ในมุมมองของจีน คำอธิบายที่ชัดเจนและตรงประเด็นที่สุดเกี่ยวกับพฤติกรรมแบบยืนกรานที่เพิ่มขึ้นของจีนในประเด็นทะเลจีนใต้ไม่มีอะไรซับซ้อน จีนเชื่อว่าความอดทนอดกลั้นอยู่ฝ่ายเดียวตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้สถานะของตนในกรณีพิพาททะเลจีนใต้ดีขึ้นแต่อย่างใด แต่ในทางตรงกันข้าม การที่จีนนิ่งเฉยกลับยิ่งทำให้ประเทศอื่น ๆ ที่อ้างสิทธิในทะเลจีนใต้พากันตอกย้ำความมีตัวตนและการอ้างสิทธิของตน” นางยุน ซัน นักวิชาการอาวุโสด้านเอเชียตะวันออกแห่งศูนย์สติมสันในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระบุในบทวิเคราะห์เรื่องการคาดการณ์ของจีนในทะเลจีนใต้ที่เขียนให้แก่ศูนย์การศึกษาและวิจัยตะวันออกและตะวันตกในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2557 “ดังนั้น เพื่อเลื่อนสถานะของตนในสภาพการณ์ขณะนี้และเพื่อการเจรจาต่อรองในอนาคต จีนต้องแก้ไขสถานภาพปัจจุบันของตนด้วยทุกวิถีทางที่มีอยู่”

นางยุนระบุว่า จีนใช้นโยบายที่สนับสนุนการปฏิบัติการทางทะเลเชิงรุกมากขึ้นมานานหลายปีแล้ว และกล่าวเพิ่มเติมว่าเมื่อไม่นานมานี้ ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้ใช้อำนาจตามนโยบายดังกล่าว เนื่องจากตนจำเป็นต้องมีนโยบายต่างประเทศที่หนักแน่นเพื่อเสริมสร้างฐานอำนาจภายในประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

“ประธานาธิบดีสีจำเป็นต้องมีความน่าเชื่อถือในนโยบายต่างประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้เพื่อสร้างภาพลักษณ์ความเป็นบุรุษผู้เข้มแข็งและลดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของคนในประเทศเกี่ยวกับวาระต่าง ๆ ภายในประเทศ” ซึ่งรวมถึงการกระชับความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้นและการรณรงค์ต่อต้านการทุจริตอย่างเอาจริงเอาจัง นางยุนระบุในบทวิเคราะห์ “สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้บ่งชี้หรือพิสูจน์ว่าตัวประธานาธิบดีสีเองไม่สนับสนุนนโยบายต่างประเทศเชิงรุก แต่ก็ทำให้พอจะมองเห็นแรงจูงใจที่หนักแน่นในการดำเนินนโยบายดังกล่าว”

เรือของหน่วยยามฝั่งจีนแล่นเข้าไปใกล้กับเรือของหน่วยยามฝั่งเวียดนามในทะเลจีนใต้ เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2557 โดยอยู่ห่างจากชายฝั่งเวียดนาม 210 กิโลเมตร รอยเตอร์

เรือของหน่วยยามฝั่งจีนแล่นเข้าไปใกล้กับเรือของหน่วยยามฝั่งเวียดนามในทะเลจีนใต้ เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2557 โดยอยู่ห่างจากชายฝั่งเวียดนาม 210 กิโลเมตร รอยเตอร์

ดร.ยัง กล่าวกับ ฟอรัม ว่า จีนปฏิบัติกับแต่ละประเทศด้วยท่าทีที่แตกต่างกันไป โดยจะแสดงออกอย่างเปิดเผยมากกว่าต่อกรณีพิพาทกับประเทศอย่างฟิลิปปินส์และเวียดนาม ซึ่งตรงกันข้ามกับประเทศที่มีขนาดเล็กกว่า เช่น บรูไน ทั้งนี้อาจเป็นได้ว่าจีน “ไม่อยากถูกมองว่าเป็นประเทศอันธพาล” ดร.ยังกล่าว “นั่นเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ของจีน”

ดูเหมือนนานาชาติจะให้ความสนใจกับปัญหาในทะเลจีนใต้มากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญมองว่าจีนไม่ได้มีทีท่าว่าจะเปลี่ยนจุดยืนหรือลดกิจกรรมใด ๆ ลงเลย

“จีนแสดงออกอย่างเต็มที่ในทะเลจีนใต้เพราะเชื่อว่าตนเองสามารถทำได้” นางยุนเขียน “การประเมินนี้ไม่ได้พิจารณาเพียงแค่ศักยภาพของกองทัพจีนที่เติบโตขึ้นเรื่อย ๆ จนบดบังขีดความสามารถทางทหารของประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่อ้างสิทธิทุกประเทศรวมกัน แต่ยังรวมถึงความเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าของจีนว่าสหรัฐฯ จะไม่ใช้อำนาจทางการทหารและเศรษฐกิจเพื่อต่อต้านการกระทำของจีน”

หรือว่าสหรัฐฯ จะใช้

รอยเตอร์รายงานว่า ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2558 นายแอนโทนี บลิงเกน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศของสหรัฐฯ กล่าวว่า สหรัฐฯ ไม่มีความเห็นเกี่ยวกับการอ้างสิทธิของประเทศต่าง ๆ เพื่อแย่งชิงพื้นที่ แต่มีความสนใจอย่างยิ่งว่าปัญหาเหล่านี้จะคลี่คลายไปอย่างไร และต้องการความเชื่อมั่นว่าเสรีภาพในการเดินเรือจะยังคงอยู่ต่อไป

“สิ่งที่จีนและทุกประเทศที่อ้างสิทธิควรจะทำก็คือยุติการถมทะเลและร่วมกันแก้ไขความขัดแย้งที่เกิดขึ้นโดยใช้หลักนิติธรรม” นาย
บลิงเกนกล่าวระหว่างการแสดงความคิดเห็นซึ่งเขาเปรียบเทียบการ กระทำของจีนในทะเลจีนใต้กับการกระทำของรัสเซียในยูเครนตะวันออก “สิ่งที่เราเห็นทั้งในยูเครนตะวันออกและทะเลจีนใต้ก็คือความพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงสภาพการณ์ที่เป็นอยู่เพียงฝ่ายเดียวและด้วยวิธีการบีบบังคับ ซึ่งเป็นความผิดที่สหรัฐอเมริกาและพันธมิตรของเราจะร่วมกันคัดค้านอย่างเต็มที่”

หุ้น