ศาลฟิลิปปินส์ ขึ้นบัญชีกลุ่ มก่อการร้าย

ศาลฟิลิปปินส์ ขึ้นบัญชีกลุ่ มก่อการร้าย

ศาลฟิลิปปินส์ได้ประกาศว่า กลุ่มอาบูไซยาฟมีสถานะเป็นกลุ่มก่อการร้าย ซึ่งเป็นคำวินิจฉัยที่รัฐบาลจะสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการต่อสู้กับนักรบหัวรุนแรงที่รอดพ้นจากการปราบปรามของรัฐบาลมาเป็นเวลาหลายปี

กลุ่มอาบูไซยาฟ เป็นองค์กรนักรบหัวรุนแรงกลุ่มแรกที่ถูกขึ้นบัญชีดำอย่างเป็นทางการในประเทศฟิลิปปินส์ภายใต้กฎหมายต่อต้านการก่อการร้ายที่ไม่ได้ถูกนำมาใช้บ่อยนัก กลุ่มป่าเถื่อนดังกล่าว ซึ่งมีชาวอเมริกันและชาวต่างชาติเป็นเป้าหมาย ได้ถูกขึ้นบัญชีให้เป็นกลุ่มก่อการร้ายโดยสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้แล้ว

อัยการฟิลิปปินส์กล่าวว่า การขึ้นบัญชีก่อการร้ายจะช่วยรัฐบาลในการติดตามและดำเนินคดีต่อสมาชิกกลุ่มอาบูไซยาฟ รวมถึงการขออนุมัติศาลเพื่อเฝ้าติดตามการเคลื่อนไหวของนักรบหัวรุนแรงที่เป็นผู้ต้องสงสัย ทางการฟิลิปปินส์ประสงค์ออกมาตรการลงโทษสมาชิกและผู้สนับสนุนของกลุ่มเพื่อทำให้การให้เงินสนับสนุนนักรบหัวรุนแรงกลุ่มนี้ทำได้ยากลำบากมากขึ้นเนื่องจากติดสถานะของการเป็นกลุ่มก่อการร้าย

“นี่เป็นหนึ่งในหนทางที่จะเปลี่ยนประเทศของเราให้เป็นพื้นที่ที่เป็นปรปักษ์ต่อผู้ก่อการร้าย” นายอริสโตเติล เรเยส อัยการรัฐกล่าว

นายเรเยส กล่าวว่า คำสั่งของศาลถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะสมาชิกระดับผู้บัญชาการหลายคนของอาบูไซยาฟได้ประกาศสวามิภักดิ์ต่อรัฐอิสลามแห่งอิรักและเลแวนต์ แม้จะยังไม่มีหลักฐานของความร่วมมือกันหรือการติดต่อกันอย่างจริงจังก็ตาม

นายพลจัตวา อัลลัน อาร์โรฮาโด แห่งกองทัพบก ที่นำกำลังทหารปราบปรามกลุ่มอาบูไซยาฟเป็นระยะ ๆ ในจังหวัดซูลูทางภาคใต้ของฟิลิปปินส์ แสดงความยินดีต่อคำสั่งของศาลและแสดงความหวังว่าจะมีการดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายอื่น ๆ เพื่อสนับสนุนกองกำลังต่อต้านการก่อการร้าย ซึ่งรวมถึงการก่อตั้งศาลพิเศษเพื่อให้การดำเนินคดีด้านการก่อการร้ายเป็นไปอย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น

กลุ่มอาบูไซยาฟ ซึ่งแปลว่า “ผู้ถือดาบ” ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2534 บนเกาะบาสิลันทางภาคใต้ของฟิลิปปินส์ เป็นการรวมตัวกันของนักเทศน์อิสลามและกลุ่มอาชญากรที่สาบานว่าจะต่อสู้ในสงครามญิฮาดหรือสงครามศักดิ์สิทธิ์ แต่ก็ได้สูญเสียผู้นำคนสำคัญหลายคนจากการสู้รบในช่วงต้น ทำให้กลุ่มหันเหไปสู่เส้นทางของลัทธินิยมความรุนแรงและการก่ออาชญากรรม

ปัจจุบัน กลุ่มอาบูไซยาฟเสื่อมลงและแตกแยกเป็นกลุ่มย่อย ๆ ไม่กี่กลุ่ม โดยมีนักสู้ไร้ความสามารถราว 400 คนและไม่มีหัวหน้าใหญ่ กลุ่มดังกล่าวยังคงมีความสามารถในการฟื้นตัวอย่างรวดเร็วและใช้ความรุนแรง โดยกระทำการลักพาตัวเรียกค่าไถ่และรีดไถเพื่อความอยู่รอดโดยไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างมีนัยสำคัญจากกลุ่มหัวรุนแรงต่างประเทศ

ภายใต้กฎหมายความมั่นคงของมนุษย์ พ.ศ. 2550 ของฟิลิปปินส์ กระทรวงยุติธรรมได้ขอให้ศาลในจังหวัดบาซิลัน ขึ้นบัญชีกลุ่มอาบูไซยาฟให้เป็นกลุ่มผิดกฎหมาย กฎหมายต่อต้านการก่อการร้าย พ.ศ. 2550 ดังกล่าวพุ่งเป้าไปที่การจัดการกับเหล่านักรบอิสลาม โดยให้อำนาจแก่หน่วยสืบสวนในการจับกุมผู้ต้องสงสัยด้านการก่อการร้ายโดยไม่ต้องมีหมายศาล และควบคุมตัวไว้ชั่วคราวได้โดยไม่จำเป็นต้องตั้งข้อหา

อัยการรัฐได้แสดงพยานสี่ราย ซึ่งรวมถึงอดีตผู้บัญชาการกลุ่มอาบูไซยาฟ ที่ได้ให้การถึงวิธีการวางแผนและการกระทำการโจมตีอย่างป่าเถื่อนของกลุ่ม เช่น การลักพาตัวเหยื่อ 20 รายในปี พ.ศ. 2554 ซึ่งในจำนวนนั้นมีชาวอเมริกันสามราย ที่รีสอร์ทโดสปาล์มาสทางตะวันตกของจังหวัดปาละวัน

หนึ่งในชาวอเมริกันถูกตัดศีรษะ อีกรายหนึ่งเสียชีวิตในระหว่างการเข้าช่วยเหลือของทหารกองทัพบก และรายที่สามได้รับบาดเจ็บแต่รอดชีวิตมาได้

ผู้พิพากษา ดานิโล บูคอย แสดงความชมเชยต่อพยานในคำวินิจฉัยที่มีความยาว 20 หน้ากระดาษ “พยานเหล่านี้สมควรได้รับคำชมเชยและการยกย่องสำหรับกำลังใจและความกล้าหาญในการยืนหยัดต่อต้านองค์กรที่นิยมความรุนแรง ไร้สัตย์และเลวทราม” ผู้พิพากษาบูคอย กล่าว
นายปีเตอร์ เมดัลล์ อัยการรัฐกล่าวว่า ปัจจุบันรัฐบาลสามารถดำเนินการเพื่อประกาศขึ้นบัญชีดำกลุ่มนักรบหัวรุนแรงมุสลิมอื่น ๆ อีกอย่างน้อยสามกลุ่ม

กลุ่มเหล่านี้รวมถึงกลุ่มนักต่อสู้เพื่ออิสรภาพอิสลามบังซาโมโร ซึ่งเป็นกลุ่มนักรบกลุ่มเล็ก ๆ ที่ต่อต้านการเจรจาเพื่อสันติภาพกับรัฐบาล และโจมตีกองทหารของรัฐและประชาชน นายเมดัลล์ กล่าว

“การขึ้นบัญชีดำกลุ่มก่อการร้ายครั้งแรกนี้ เป็นแม่แบบที่เราสามารถนำมาใช้กับกลุ่มติดอาวุธมุสลิมอื่น ๆ ที่เผยแพร่ความรุนแรงและตั้งเป้าหมายไปที่ประชาชนผู้บริสุทธิ์” นายเมดัลล์ กล่าว

หุ้น